posttoday
สัพเพเหระเกี่ยวกับบัตรคนจน

สัพเพเหระเกี่ยวกับบัตรคนจน

23 ตุลาคม 2560

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ผู้เขียนได้อยู่ ณ บ้านที่อยู่ในปัจจุบันมากว่า 60 ปีแล้ว และเผอิญบ้านนี้อยู่ไม่ไกลจากชุมชนหนึ่งมากนัก เลยพอจะมีการทักทายพูดคุยกับบางคนที่อยู่ในชุมชนมาเก่าแก่ได้บ้าง มีการถามไถ่ทุกข์สุขกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ มาตรการรัฐบาล เรื่องสัพเพเหระต่างๆ จึงได้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรคนจนและเรื่องที่เกี่ยวข้องมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งอาจจะยังไม่มีใครเขียนถึง และสรุปเป็นประเด็นได้ 2 ประเด็น ดังนี้

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ผู้เขียนได้อยู่ ณ บ้านที่อยู่ในปัจจุบันมากว่า 60 ปีแล้ว และเผอิญบ้านนี้อยู่ไม่ไกลจากชุมชนหนึ่งมากนัก เลยพอจะมีการทักทายพูดคุยกับบางคนที่อยู่ในชุมชนมาเก่าแก่ได้บ้าง มีการถามไถ่ทุกข์สุขกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ มาตรการรัฐบาล เรื่องสัพเพเหระต่างๆ จึงได้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรคนจนและเรื่องที่เกี่ยวข้องมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งอาจจะยังไม่มีใครเขียนถึง และสรุปเป็นประเด็นได้ 2 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก คือ ต้องนับว่าเป็นการกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชน ที่มีความต้องการจะใช้เงินจริงๆ และเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ซึ่งน่าจะประมาณ 11 ล้านคน ตามตัวเลขที่มีการพูดถึงกันเสมอๆ จะมีการใช้เงินในการอุปโภคบริโภคกันมาขึ้น เนื่องจาก ที่ผ่านมารายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย การอุปโภคจึงต้องจำกัดไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจนอีก ไม่น้อยที่มีลักษณะแก่ด้วยจนด้วย และยังต้องทำงานเลี้ยงลูกหลาน ซึ่งผู้เขียน ไม่แน่ใจว่าจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่าอะไร คนพิการที่พิการสองอย่าง เช่น เดิน ไม่ได้และเป็นใบ้ด้วย ยังเรียกว่าผู้พิการซ้ำซ้อน ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะเรียก คนชรา จน และยังต้องทำงานเป็นกำลังให้ลูกหลานว่าคนจนซ้ำซ้อนได้ไหม แต่ในที่นี้ขอใช้ชื่อนี้ไปก่อน คนจนซ้ำซ้อนนี่แหละที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้รับประโยชน์จากบัตรคนจนเท่าที่ควร เนื่องจากมีความชราภาพจึงไม่ไปทำงานที่ไหนไกลจากบ้านมาก ไม่ต้องใช้ยานพาหนะใดๆ หรือไม่ต้องใช้บริการสาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนนี้ จึงหายไป คนเหล่านี้จะนั่งรอเม็ดเงิน ที่เรียกว่าเบี้ยคนแก่กันเป็นแถว พอเงินมาก็รีบไปเบิก ดูเขากระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวามาก

นอกจากนี้ สิ่งที่ปรากฏต่อมาคือบางคนได้รับบัตรคนจน บางคนไม่ได้รับบัตรคนจน จะว่าตกสำรวจก็ไม่ใช่ ถามว่าทำไมไม่ได้รับ เขาตอบว่า "ไม่ทราบ" ถามว่าเป็นเพราะมีเงินในบัญชีใช่ไหม เขาบอกว่า คนโน้น คนนั้นก็มี เพราะเคยทำงานมาก่อนแต่ยังได้รับบัตรคนจน ถามว่าเป็นเพราะมีที่ดินกันหรือเปล่า เขาบอกว่า เคยมีอยู่ต่างจังหวัด แต่ลูกหลานพี่น้องอยู่กันเต็มหมดแล้ว ไม่ได้กลับไปนานแล้ว ผู้เขียนพอจะเข้าใจในฐานะข้าราชการเก่าว่า ราชการจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการคัดเลือกคนจน และที่ผ่านมาในกรณีเบี้ยคนแก่นั้น มีคนแก่ที่ขับรถไปรับเงินกันมากพอสมควร

แต่ในเรื่องคนจนซ้ำซ้อนนี้ หาก คัดเขาออกไม่ให้ได้รับบัตรคนจน น่าจะมีหนังสือไปชี้แจงหลักเกณฑ์การพิจารณา ว่าการที่เขาไม่ได้รับนั้นเพราะอะไร ไม่เข้าหลักเกณฑ์ไหน ไม่ใช่แค่ขีดชื่อออก พอมาติดประกาศให้คน ที่ยื่นขอไว้ไปหารายชื่อ หากไม่มีชื่อก็จบ เป็นอันว่าไม่ได้แต่ก็กลับมาอย่างงงๆ บางคนที่แอบอ้างจะพูดหรือโวยวายอะไรไม่ได้ แต่ยังมีคนที่จนซ้ำซ้อนถูกตัดชื่อออกด้วย คนเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาไม่ได้ทั้งๆ ที่จนซ้ำซ้อน บ้านนั้นเด็กกว่า สามีก็ทำงานแต่ได้เบี้ยคนจน หรือเป็นเพราะเผอิญวันที่มีคนมาสำรวจเขาไม่อยู่บ้าน ไปหาเงินมาจุนเจือลูกหลาน (บางคนไปเก็บขยะ) จึงไม่ได้ ผู้เขียนไม่ทราบจะตอบเขาอย่างไร ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้เข้ามาอุทธรณ์หรือชี้แจงได้ ถือได้ว่ามีการดูแลกันทั่วถึงและครบถ้วน แต่หากจะเป็นภาระมากเกินไป กรณีเช่นนี้รัฐบาลควรจะยอมเสียเงินและเวลาเพิ่มขึ้น โดยการทำหนังสือชี้แจง หรือติดประกาศรวมว่าทำไมบุคคลเหล่านี้ จึงไม่มีชื่อ น่าจะทำให้พวกเขาสบายใจขึ้น

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องที่มีร้าน ธงฟ้าประชารัฐน้อยเกินไป ไม่ทั่วถึง โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการมีสินค้าน้อย ไม่ครบถ้วน หรือการอำนวยประโยชน์แก่เจ้าสัวใหญ่ๆ ทั้งหลาย ซึ่งประเด็นที่มีการวิจารณ์เหล่านี้ น่าจะเป็นเพียงเรื่องการหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกล่าวหา และผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึง ยกเว้นประเด็นที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ อย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดเจน และน่าจะมีการแก้ไขได้ เช่น การมีรถธงฟ้าประชารัฐไปทดแทนให้ยังจุดต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอยู่ แต่น่าจะมีวิธีหรือทางเลือกอื่นๆ ให้กับผู้ใช้บัตรคนจน แทนที่จะปล่อยให้เอาบัตรไปขายกับร้านค้าแลกมาเป็นเงิน (ซึ่งน่าจะมีวิธีควบคุมแบบเข้มงวด) โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีหมู่บ้านห่างไกล กระทรวงพาณิชย์จะส่งรถเคลื่อนที่ไปอย่างไรก็ไม่ทั่วถึง ควรหรือไม่ที่จะไปชี้แจงกับร้านค้าในหมู่บ้าน ดึงเขามาเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ แต่ต้องเข้าไปคุยทำความเข้าใจ ใช้วิธีจ้างลูกจ้างชั่วคราวก็ได้ จัดการอบรมลูกจ้างชั่วคราวเหล่านั้นแล้วส่งออกไปเหมือนผึ้งหรือมดงานให้ไปทำความเข้าใจและรับสมัครร้านธงฟ้าเพิ่ม

แค่ในกรุงเทพฯ แถวบ้านผู้เขียนที่มีชุมชนอยู่ไม่ไกล และเลยบ้านผู้เขียนไปทางชุมชนก็มีร้านขายของชำ หรือ ที่เราชอบเรียกกันว่าร้านโชห่วย ขายมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ยังไม่มีความรู้เรื่องร้าน ธงฟ้า เจอหน้าผู้เขียนครั้งใดก็บ่นแต่เศรษฐกิจไม่ดี ถามเขาว่าทำไมไม่ไปลงทะเบียนเป็นร้านธงฟ้า เขาไม่ทราบเรื่องเลย ร้านนี้ไม่ตามข่าวสารรัฐบาล วันๆ ยังคงจมอยู่กับเรื่องปลุกปั่นและการเมือง ไม่ต้องบอกก็น่าจะทราบว่าใส่เสื้อสีอะไร ซึ่งเชื่อว่าในหมู่บ้านห่างไกลยังมีร้านทำนองนี้อีกมากที่ไม่สนใจข่าวสารรัฐบาล กลุ่มคนอย่างนี้ถ้าเขาได้เป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ ขายสินค้าได้ ดีขึ้น ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ไม่ทราบว่าที่เขียนบทความนี้จะสายไปหรือเปล่า n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI