posttoday
เปิดตัวเก็งผู้ว่าการเฟด ทางแยกกระตุ้นเศรษฐกิจ

เปิดตัวเก็งผู้ว่าการเฟด ทางแยกกระตุ้นเศรษฐกิจ

23 ตุลาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ ใกล้ได้เวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะเปิดเผยตัวผู้ที่จะขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไปก่อนกำหนดการเดินทางเยือนเอเชียเป็นเวลา 12 วันในเดือน พ.ย. โดยในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์บิซิเนส ทรัมป์ได้เปิดเผยชื่อ "ผู้เข้าแข่งขัน"ที่ตรงใจจำนวน 3 ชื่อด้วยกัน

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ใกล้ได้เวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะเปิดเผยตัวผู้ที่จะขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไปก่อนกำหนดการเดินทางเยือนเอเชียเป็นเวลา 12 วันในเดือน พ.ย. โดยในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์บิซิเนส ทรัมป์ได้เปิดเผยชื่อ "ผู้เข้าแข่งขัน"ที่ตรงใจจำนวน 3 ชื่อด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนมีแนวคิดในด้านแนวทางนโยบายการเงินที่ แตกต่างกัน และตลาดก็พยายาม จะจัดกลุ่มตัวเก็งอนาคตผู้ว่าการเฟด ดังกล่าวออกเป็น "สายเหยี่ยว" และ "สายพิราบ"

"สายเหยี่ยว" หรือการสนับสนุน ให้ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ขยายตัว กลายเป็นแนวคิดที่สนับสนุนให้เฟด เดินหน้าออกจากการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน ทั้งเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นหรือเร่งการลดงบดุลขนาด 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 154 ล้านล้านบาท)

"จอห์น เทย์เลอร์" นักเศรษฐ ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้รับการโหวตให้อยู่ใน "สายเหยี่ยว" ในผลสำรวจความเห็นของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดัง โดยเทย์เลอร์ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวโน้ม ได้รับรางวัลโนเบลในอนาคต อาจต้องการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่เฟด คาดการณ์จะขึ้นไว้สำหรับปีนี้ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

เทย์เลอร์เป็นผู้คิดค้น "กฎของเทย์เลอร์" ซึ่งใช้อัตราเงินเฟ้อ เป้าหมายทางเศรษฐกิจ และอัตราการขยายตัว ในปัจจุบันเข้ามาคำนวณอัตราดอกเบี้ย โดยแนวคิดของเทย์เลอร์เป็นแนวทางที่ธนาคารกลางทั่วโลกยึดถืออยู่ในปัจจุบัน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กคำนวณว่า หากคิดตามสมการของเทย์เลอร์แล้ว อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปัจจุบัน ควรจะอยู่สูงถึง 3.75% เมื่อเทียบกับระดับปัจจุบันที่ 1.00-1.25% ขณะที่เฟดตั้งใจจะขึ้นถึง 1.25-1.50% ภายในปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จากสมการของเทย์เลอร์จะไม่ได้สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอย่าง เต็มตัว เนื่องจากการคำนวณขึ้นอยู่กับตัวเลขที่เลือกมาใส่ในสมการ และ ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2008 สมการของเทย์เลอร์แนะนำให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนติดลบแทนอัตราใกล้เคียง 0% ที่เฟดใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ในสมัยนั้น แต่แนวคิดการ "เร่ง" ขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ในปัจจุบัน

ทรัมป์ประกาศเป้าหมายทางเศรษฐกิจเอาไว้ที่ 3% เมื่อเทียบกับการขยายตัว 1.5% เมื่อทั้งปี 2016 ส่งผลให้แนวคิดที่สอดคล้องกับทรัมป์ขณะนี้จึงไปทาง "สายพิราบ" มากกว่า

"สายพิราบ" สำหรับบริบทสหรัฐในปัจจุบันไม่ใช่การเดินหน้าลดดอกเบี้ยหรือประกาศบังคับใช้คิวอี แต่เป็นการ "ชะลอ" การขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน หรือที่ "เจเน็ต เยลเลน" ผู้ว่าการคนปัจจุบันมักกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า เฟดจะเลิกใช้การกระตุ้นด้วยนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เยลเลนได้รับเลือกให้อยู่สายกลางในผลโหวตของโกลด์แมน แซคส์ และเป็น 1 ใน 3 ชื่อที่ทรัมป์เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยหากทรัมป์เลือกเยลเลนให้นั่งตำแหน่งประธานเฟดต่ออีกหนึ่งวาระหลังจากหมดสมัยในเดือน ก.พ. ปีหน้า นโยบายของเฟดจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกับที่เห็นในปัจจุบัน คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับลดงบดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในอีกชื่อหนึ่งที่ทรัมป์เอ่ยถึงในการให้การสัมภาษณ์ คือ "เจอโรม พาวเวลล์" สมาชิกคณะกรรมการเฟดปัจจุบัน โดยพาวเวลล์มีแนวคิดในการเดินหน้าออกจากนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกับเยลเลน

"พวกเราคาดการณ์ว่าเฟดใต้การนำของพาวเวลล์จะไม่ดำเนินนโยบายต่างกับสมัยของเยลเลนมาก และจะช่วยตลาดให้ได้เฟดที่มีนโยบายต่อเนื่อง" ปีเตอร์ ฮูเปอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์ กล่าว

นอกเหนือจากนโยบายการเงินแล้ว พาวเวลล์ยังมีแนวคิดในด้านการลดการกำกับดูแลสถาบันการเงินและธนาคารสอดคล้องกับทรัมป์ โดยสำนักข่าวมาร์เก็ตวอตช์ยกตัวอย่างทัศนะของพาวเวลล์ในกรณีอื้อฉาวของซาโล มอน บราเธอร์ส ธนาคารเพื่อการลงทุนสัญชาติอเมริกัน ที่มีเทรดเดอร์รายหนึ่งพยายามเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าที่ได้รับอนุญาตตามโควตา เมื่อปี 1990-1991 อยู่หลายครั้ง

สหรัฐลงดาบปรับซาโลมอน บราเธอร์ส เป็นมูลค่า 290 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,570 ล้านบาท) ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดเท่าที่เคยลงโทษสถาบันการเงินมาในสมัยนั้น และยังสั่งห้ามไม่ให้ซาโล มอนเข้ายุ่งเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลอีก จนกระทั่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อดังของสหรัฐขึ้นนั่งเป็นประธานบริษัท สหรัฐจึงได้ยกเลิกการคว่ำบาตร

ในขณะนั้นพาวเวลล์ทำงานอยู่ในกระทรวงการคลังภายใต้รัฐบาลอดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ผู้พ่อ และเป็นผู้เจรจาให้บัฟเฟตต์ได้เข้าไปช่วยบริษัทดังกล่าวแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร โดยรัฐบาลสหรัฐยังประกาศกฎการกำกับดูแลเพื่อควบคุมสถาบันการเงินมากขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งพาวเวลล์ไม่เห็นด้วย

"พวกเราเองก็รู้ว่า แม้ซาโลมอน บราเธอร์สจะกระทำผิด แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในภาคร่วมก็ยังทำงานได้ดีอยู่" พาวเวลล์ กล่าว

จุดยืนในเรื่องการกำกับดูแลสถาบันการเงินของพาวเวลล์จึง แตกต่างจากเยลเลนที่สนับสนุน กฎหมายดอดด์-แฟรงก์ ซึ่งบังคับใช้เพื่อควบคุมการทำธุรกรรมเสี่ยงของสถาบันการเงินและป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

พาวเวลล์ เคยระบุเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า จะสนับสนุนให้ผ่อนกฎโวล์กเกอร์ ซึ่งจำกัดการลงทุนเสี่ยงของภาคธนาคาร และยังสนับสนุนให้ผ่อนคลายการทำแบบทดสอบความเสี่ยงประจำปี หรือสเตรสเทสต์ด้วย โดยก่อนหน้านั้นในปี 2015 พาวเวลล์ เห็นว่า ธนาคารกลางควรมีบทบาท ในการดูแลสอดส่อง ไม่ใช่เข้าไปบริหารธนาคาร

จึงไม่แปลกที่ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์ส จะพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์ 40 คน จะให้พาวเวลล์เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งในการขึ้นเป็นประธานเฟดคนถัดไป ตามมาด้วยอีก 1 ใน 2 ตัวเลือกที่เหลือของทรัมป์ คือ เควิน วอร์ช อดีตกรรมการเฟดวัย 47 ปี

วอร์ชไม่เห็นด้วยกับการกำกับดูแลภาคธนาคาร แต่มีแนวคิดนโยบายแบบสายเหยี่ยว และเคยต่อต้านโครงการ ซื้อคืนพันธบัตร หรือคิวอีของเฟด จน ลาออกจากตำแหน่งสภาผู้ว่าการของเฟดเมื่อปี 2011 รวมถึงยังมี แกรี โคห์น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ซึ่งหากทรัมป์เลือกโคห์น จะเป็นการช่วยส่งคนในทำเนียบขาวเข้าไปนั่งในธนาคารกลางที่เป็นอิสระจากภาคการเมือง แต่โคห์นเคยวิจารณ์ทรัมป์กรณีจลาจลในเมืองชาร์ล็อตวิลล์

การที่ประธานาธิบดีมีสิทธิเสนอชื่อว่าที่ผู้ที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง เป็นโอกาสดีของทรัมป์ที่จะส่ง ผู้ที่มีแนวคิดสอดคล้องกับตัวเองเข้าไปนั่งในธนาคารกลาง

แต่จะออกมาในทาง "สายเหยี่ยว" หรือ "พิราบ" นั้น ยังคงยากจะคาดเดาใจประธานาธิบดีสหรัฐที่มีประวัติเปลี่ยนจุดยืนบ่อยครั้ง n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน