
คนไทย 6.0
สมชาย สกุลสุรรัตน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผมเป็นคนรุ่นที่อิเล็กทรอนิกส์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรียกว่ารุ่นเบบี้บูม ซึ่งคนที่เกิดรุ่นนี้ ถึงวันนี้ก็น่าจะอายุเกินกว่า 60 ปีแล้ว
สมชาย สกุลสุรรัตน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ผมเป็นคนรุ่นที่อิเล็กทรอนิกส์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรียกว่ารุ่นเบบี้บูม ซึ่งคนที่เกิดรุ่นนี้ ถึงวันนี้ก็น่าจะอายุเกินกว่า 60 ปีแล้ว
คนรุ่นนี้เป็นคนรุ่นที่ผ่านเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ มามากมาย ตั้งแต่การถูกปลูกฝังลัทธิชาตินิยมมาตั้งแต่เล็ก ผมเองแม้จะมีพ่อเป็นคนจีนและมีแม่เป็นคนไทยแท้ 100% ก็ยังกลายเป็นคนไทยครึ่งจีนไปโดยไม่รู้ตัว ต้องสมัครเข้าเรียนโรงเรียนพาณิชยการอัสสัมชัญ ทั้งที่อยากสมัครเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร แต่ก็ถูกตัดสิทธิไปเพราะเป็นคนไทยเชื้อชาติจีนตามพ่อ
แต่ใครจะไปรู้ว่าวันนี้ คนไทยที่มี "เชื้อชาติ" จีนกลายเป็นนายกรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร และพลเรือนระดับสูง รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นเรื่องปกติ เราคบหาสมาคมกับประเทศจีน ซึ่งยังเป็นประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างใกล้ชิด สามารถไปมาหาสู่กันเมื่อไรก็ได้ ไทยกับจีนกลายเป็นพี่น้องกัน ไม่มีใครกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์อีกต่อไป
คนรุ่นนี้ได้เห็นวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีในทุกระดับ ผมเคยทำงานมาตั้งแต่จบโรงเรียนอายุ 20 ต้นๆ ได้เห็นเสมียนอาวุโสยืนบันทึกบัญชีหลักทรัพย์ที่ลูกค้านำมาจำนองไว้กับธนาคารในสมุดบัญชีหลักทรัพย์เล่มใหญ่ ปกแข็ง พิมพ์หน้ากระดาษหนาหนักจนยกไม่ขึ้นต้องวางไว้บนเคาน์เตอร์สูงให้ยืนบันทึกด้วยปากกาหมึกซึมเป็นภาษาอังกฤษสวยเหมือนที่เขาเขียนในเอกสารสำคัญของโลกอย่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
หลังจากนั้นในยุคของการบันทึกบัญชีด้วยปากกา ก็มาเป็นบันทึกด้วยเครื่องจักรลงบัญชีเหมือนเครื่องพิมพ์ดีด ปัจจุบันท่านอยากทราบว่าท่านมีเงินอยู่ในบัญชีเท่าไร เพียงกดหมายเลขบัญชีที่มีกับธนาคารใดธนาคารหนึ่งลงบนคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ เครื่องจะแสดงยอดหรือใบแจ้งยอดทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่นาที
แต่ในยุคเครื่องจักรทำบัญชี ท่านยังต้องไปที่สาขาของธนาคาร และขอให้เขาช่วยดูยอดเงินในบัญชีในใบแสดงรายการ หรือสเตตเมนต์ และถ้าอยากได้สเตตเมนต์ต้องเสียเงินค่าโรเนียวเอกสาร ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นการถ่ายรูป หรือซีรอกซ์เอกสาร
ผมจัดว่าเป็นคนที่ทันสมัยคนหนึ่งในยุคนั้น จนถูกตำหนิจากผู้ใหญ่สมัยนั้นว่าเป็นคนนอกคอกหรือหัวแข็ง เพราะไปริซื้อเครื่องบวกเลขอย่างที่ใช้กันทุกวันนี้
ขณะที่ธนาคารต่างชาติที่ทำงานอยู่ยังใช้เครื่องบวกเลขแบบมือหมุนใช้มือเลื่อนหาทศนิยมก่อนใช้มาบวกยอดเงินในบัญชีเงินกู้ของลูกค้าทีละบัญชีว่าเขาเหลือยอดคงค้างเท่าไร และคำนวณดอกเบี้ยจากตารางทศนิยม ผลคือผมถูกผู้ใหญ่ตำหนิว่าทำอะไรไว นอกคอก จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงผู้จัดการชาวอังกฤษ แต่โชคดีผู้จัดการให้ยกเลิกระบบคำนวณแบบเดิม แล้วซื้อเครื่องคิดเลขให้ทุกคนใช้ เพราะที่สำนักใหญ่ในต่างประเทศเขาเปลี่ยนระบบแล้ว
ผ่านมาอีกหลายปีก็เริ่มมีการนำระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ทำงานให้ง่ายขึ้น ไม่ต้องทำงานค้างวันค้างคืน เพื่อปิดบัญชีรายวันซึ่งต้องถูกต้อง 100% ทุกระบบยันยอดกัน ถ้ามีความแตกต่างกันเพียง 1 หรือ 2 สตางค์ ห้ามทุกคนกลับบ้าน ต้องช่วยกันหา ข้อผิดพลาดจนกว่าจะเจอ
จากนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากคอมพิวเตอร์เมนเฟรมตัวใหญ่เต็มห้องมาเป็นคอมพิวเตอร์วางบนโต๊ะ จนมาถึงยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ เชื่อมต่อกันได้ทั้งโลก
ที่เล่าประสบการณ์เพราะอยากให้เห็นว่าคนรุ่นผมโชคดีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยีวิธีทำงาน การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและสังคม มาจนถึงใช้ชีวิตตามปกติ เช่น การเข้ามาของยูทูบแทนเครื่องเล่นเทปคาสเซต เครื่องเล่นซีดี บลูเรย์ เป็นต้น
เขียนมาตั้งนานเพราะอยากยืนยันว่าคนรุ่นนี้ไม่ใช่คนที่น่าเป็นห่วงว่าจะตกยุคตกสมัย เพราะผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ถ้าประเทศไทยจะกลายเป็นไทยแลนด์ 4.0 หรือ 5.0 ก็ไม่ต้องห่วง อย่างน้อยเชื่อว่าเดี๋ยวนี้คนที่เล่นมือถือมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือคนรุ่นหลังสงครามนี่ละครับ นักเล่นไลน์ เล่นเฟซตัวฉกาจทีเดียว ไม่ใช่ใครที่ไหน n







