
ลงมาเป็นจังหวะซื้อ
ตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องและมาทำจุดสูงสุดที่ 1,729
โดย อรลักษณ์ วงศ์มาศา & นักวิเคราะห์อนุพันธ์ & บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)
ตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องและมาทำจุดสูงสุดที่ 1,729 สูงกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือน ก.ย. และเข้าใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,798 จุด เมื่อปี 2537อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นร้อนแรงเกินไป ทำให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาและกำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน ชะลอลง แต่หากมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดมีโอกาสที่แกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการปรับฐานครั้งนี้แล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงนี้คือการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ดัชนี SET50 มีหุ้นกลุ่ม 3 กลุ่มหลัก คือกลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงาน มีน้ำหนักราว 17% และ 15% และ 19% ต่อดัชนี SET50 หุ้นกลุ่มแรกที่ได้ประกาศออกมาแล้วคือหุ้นกลุ่มธนาคาร ถือว่าผลประกอบการออกมาใกล้เคียงกับตลาดคาดการณ์ แต่หากมองข้ามไปหุ้นตัวอื่นในกลุ่มพลังงานหรือกลุ่มสื่อสาร
นักวิเคราะห์พื้นฐาน บล.เคจีไอ คาดกำไร ไตรมาส 3/2560 ของบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) โต 175% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 443% จากไตรมาส 2 และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) คาดโต 174% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 148% จากไตรมาส 2 และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) โต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5% จากไตรมาส 2 โดยรวมหุ้นโรงกลั่นในกลุ่มพลังงานถือว่าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และหุ้นมือถือมีทิศทางดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข่าวที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) แจ้งว่า จะบันทึกด้อยค่าโครงการมาเรียนา ออยล์แซนด์ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์พื้นฐาน เคจีไอกำลังปรับประมาณการกำไรหุ้น PTTEP ลงเป็นลบต่อความเชื่อมั่นในระยะสั้น
ยังมีมุมมองว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นเหนือกว่าตลาดในภูมิภาค เนื่องจากตลาดหุ้นไทยถือว่ายังปรับขึ้นน้อยกว่า เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค (หากนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ปรับขึ้นราว 10% และ 12% และ 23%) รวมทั้งนักวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานน่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้นและทิศทางค่าเงินบาทที่มีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาล
ทั้งนี้ ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET) ใน ปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 1,750 จากเป้าหมายเดิม 1,710 จุด โดยอิงจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 16.3 เท่า โดยใช้สมมติฐานกำไรต่อหุ้นในช่วงกลางปี 2561 ที่ 107.6 จุด และประเมินจุดซื้อที่น่าสนใจคือ 1,660 จุด อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 15.4 เท่า
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือประธานาธิบดีสหรัฐจะเปิดเผยชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ทั้งนี้มีผู้ได้รับการพิจารณาหลายราย แต่ผู้ที่มีการคาดการณ์กันมากที่สุด คือ จอห์น เทย์เลอร์ ผู้ซึ่งเห็นด้วยการดำเนินนโยบายแบบตึงตัว มากขึ้นกว่าประธานคนปัจจุบัน และเจโรม พาวเวลล์ หนึ่งในกรรมการเฟดชุดปัจจุบัน หากเทย์เลอร์ได้รับการแต่งตั้ง อาจส่งผลให้ทิศทางดอลลาร์แข็งค่าและอาจระวังแรงขายที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
แต่หากพาวเวลล์ได้รับการแต่งตั้ง คาดส่งผล บวกต่อทิศทางตลาดหุ้น รวมทั้งในการประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันที่ 26 ต.ค.นี้ อาจจะมีการส่งสัญญาณลดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ส่งผลให้ทิศทางดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ นอกจากนี้ ยังแนะนำติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่คาบสมุทรเกาหลี คาดจะมีข่าวออกมาเป็นระยะ ซึ่งมองเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงลบสั้นๆ แต่คาดว่าในที่สุดสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความรุนแรงระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ประเมินทิศทางน้ำมันในเดือน ต.ค.จะแกว่งตัวขึ้นแบบจำกัด จากแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรดักหน้าก่อนการประชุมของโอเปกอย่างเป็นทางการร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เช่นรัสเซีย ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ เพื่อหารือเรื่องข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันลงที่กำลังจะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.ปีหน้า รายงานล่าสุดเผยเลขาฯ โอเปก โมฮัมหมัด บาร์คินโด ส่งสัญญาณอาจขยายข้อตกลงไปจนถึงสิ้นปีหน้า ถือเป็นปัจจัยบวกหนุนทิศทางราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามในช่วงหลังการประชุมอาจต้องระวังแรงขายทำกำไร กดดันให้ทิศทางราคาน้ำมันชะลอลงได้
อย่างไรก็ตาม ยังคาดแนวโน้มเป็นแกว่งตัว ขึ้นต่อเนื่อง แต่เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระยะสั้นอาจมีพักตัวได้บ้างในระยะสั้น ประเมินว่าอาจชะลอลงมาใกล้แนวรับ 1,062/1,047 จากนั้นอาจสลับแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้าน 1,100/1,125 มองจังหวะชะลอลงเป็นจังหวะเหมาะในการเข้าซื้อ แนะนำเปิดสถานะซื้อ (Long) ในสัญญา S50Z17 ที่แนวรับ 1,062/1,047 และรอขาย (Short) เมื่อปรับขึ้นมาใกล้แนวต้าน 1,100/1,125 โดยให้จุดพิจารณาตัดขาดทุนหากหลุดต่ำกว่า 1,047
สำหรับกลยุทธ์ทองคำ คาดอาจแกว่งตัวในกรอบบาทละ 20,000-20,800 บาท เนื่องจากคาดว่าทิศทางค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงจากความหวังว่าธนาคารกลางยุโรปอาจจะส่งสัญญาณดวงเงินซื้อพันธบัตรในการประชุมวันที่ 26 ต.ค.นี้ รวมทั้ง เข้าสู่ช่วงเทศกาล Diwali เทศกาลแห่งแสงซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการซื้อทองคำในอินเดีย แนะนำกลยุทธ์ย่อซื้อและขึ้นขาย โดยแนะนำซื้อสัญญาทองคำล่วงหน้า GF10Z17 เมื่อชะลอลงมาที่แนวรับ 20,000/19,700 และรอขายเมื่อปรับขึ้นมาทดสอบแนวต้าน 20,500/20,800 แต่หากผิดคาดหลุดต่ำกว่าแนวรับ 19,700







