posttoday
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คำตอบที่ไม่สุดท้าย

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คำตอบที่ไม่สุดท้าย

29 กันยายน 2553

...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 25532573 (พีดีพี) ได้มีการพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของไทยในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 เท่าตัวจากปัจจุบัน ทำให้ต้องเพิ่มการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

โดยนิวเคลียร์ถือเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับคนไทย เพราะสามารถทดแทนสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงได้ ซึ่งแผนพีดีพีจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีกำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์

ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “หนีพ้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์?” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน ว่า ไทยพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วน 70% เป็นสัดส่วนที่สูงมาก และมีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเพราะก๊าซฯมีทั้งนำเข้าจากต่างประเทศและผลิตเองในอ่าวไทย อีกทั้งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในเมืองไทยก็อาจจะใช้ไฟได้อีกไม่นานในอนาคตมีแผนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ซึ่งจะมีราคาแพง โดยไทยจำเป็นต้องเริ่มนำเข้าในปี 2554 จำนวน 5 แสนตัน และในอีก 56 ปีข้างหน้าจะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นมาที่ 10 ล้านตันต่อปี ดังนั้นค่าไฟฟ้าจะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างแน่นนอน

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกในแผนพีดีพีที่จะเข้ามาเป็นโรงไฟฟ้าฐาน เพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติให้เหลือ 40% เนื่องจากจาก70% ให้เหลือ 40% นิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ 2.76 บาทต่อกิโลวัตต์ ณ ปี 2563 มีปริมาณสำรองเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้ค่าไฟต่อหน่วยต่ำลง ซึ่งในปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีการพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าในยุคที่ 3 มีการออกแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยมีทบวงพลังงานปรมณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ มาตรวจสอบพื้นที่ด้านความเหมาะสม และกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นแล้ว ส่วนไทยซึ่งเป็นประเทศที่การใช้พลังงานสูง ถ้าไม่คิดเรื่องการกระจายการใช้เชื้อเพลิงจะกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้

ในส่วนเรื่องการใช้พลังงานทดแทน ภายใต้พีดีพีฉบับใหม่ก็ตั้งเป้าจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มาอยู่ที่ประมาณ 5,819 เมกกะวัตต์ แต่ก็จะนำมาเป็นการผลิตไฟฟ้าฐานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีความสม่ำเสมอ และเทคโนโลยียังมีราคาแพงมาก แต่หากในอนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ราคาถูกลง แผนก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกปีอยู่แล้ว

ดังนั้นไทยคงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถ้ารัฐบาลสามารถตัดสินใจได้ในปีหน้า จะสามารถเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ในอีก 10 ปี ต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้มีแผนรองรับหากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไป 2 ปี คงต้องเร่งโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมจำนวน 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 1,600 เมกะวัตต์ ให้เร็วขึ้น แต่จะทำให้แผนลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติช้าลง

ส่วนกรณีไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมใช้เชื้อเพลิงแอลเอ็นจีจากแผนเดิม 13 แห่ง เป็น 14 แห่ง รวมทั้งเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินจากแผนเดิมอีก 4 แห่ง จากแผนเดิมจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ 9 แห่ง เป็น 13 แห่ง

ด้าน เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยคงจะหนีไม่พ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยี โดยเชื่อว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย หากมีการตรวจสอบและการจัดการที่ดี

**ทั้งนี้ จุดแข็งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คือการไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเลย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมกับต่างประเทศ ไม่ได้แข่งขันแค่ด้านราคา หรือคุณภาพสินค้า แต่แข่งขันกันในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยลูกค้าในต่างประเทศส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ส่วนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อาจทำให้เกิดผลกระทบนั้น มองว่าด้านสิ่งแวดล้อมก็มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) เป็นตัวควบคุมอยู่แล้ว หากทำไม่ผ่านตามที่มาตรฐานกำหนดก็คงจะเกิดขึ้น และก็มีไอเออีเอ เป็นหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้ว หากมีการวางระบควบคุมให้ถูกต้องปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น

ในขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าก็ต้องนำเข้า ซึ่งอิงกับราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปแตะที่ระดับ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แต่เมื่อราคาลดลงมาก็ไม่ได้กลับสู่ระดับเดิม แต่ลงมาอยู่ที่ระดับ 7080 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นว่าหายากมากขึ้น

ดุลยพงศ์ วงศ์แสวง นักวิชาการภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยังไงประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะแม้จะไม่มีในเมืองไทย แต่ในประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มที่จะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ตามชายแดนไทยแล้ว หากเกิดปัญหาขึ้นมาย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบที่แพร่กระจายมาอยู่ดี โดยในเวียดนามมีจะเริ่มสร้างแล้วจำนวน 2 โรง และอยู่ในแผนก่อสร้างอีก 8 โรง ในอนาคตไทยอาจจะต้องไปซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ ซึ่งผลที่จะตามมาคืออัตราค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น

วินัย กาวิชัย ผู้แทนเครือข่ายประชาชน จ.ตราด กล่าวว่า ภาคประชาชนกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสีอย่างมาก เพราะจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งยังเป็นห่วงด้านความสามารถของคนไทยที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในโรงไฟฟ้า เพราะในต่างประเทศมีผู้เชี่ยวชาญมากมายก็ยังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้ไทยเดินหน้าไปในทิศทางเศรษฐกิจพอเพียง หรือในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น ด้านการท่องเที่ยว บริการ ไม่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การใช้ไฟฟ้าจะไม่จำเป็นต้องผลิตเพิ่ม

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค