
รูปแบบการลงทุน...แบบรุก
....สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
สัปดาห์ก่อนเราก็พูดถึงรูปแบบการลงทุนที่ผู้ลงทุนแต่ละรายมีความชอบไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบแบบเชิงรุก มองหาโอกาสเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและขายเมื่อราคาขึ้นสูง แต่บางคนอาจชอบแบบเชิงรับ เพราะมองว่าราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ไม่มีราคาหลักทรัพย์ใดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจึงกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ที่นี้เรามาดูกับครับว่ากลยุทธ์ทั่วๆ ไปที่ใช้ในการลงทุนทั้งสองรูปแบบนั้นเป็นอย่างไร
สัปดาห์นี้เรามาเริ่มจากการลงทุนเชิงรุกกันครับ ก่อนอื่นเราต้องประเมินราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ก่อนที่จะลงทุน และเราก็แบ่งกลุ่มหลักทรัพย์ออกเป็น 3 กลุ่มครับ
กลุ่มที่ 1 หลักทรัพย์ที่ประเมินราคาแล้วว่ามีระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น คือ ราคาถูกไป
กลุ่มที่ 2 หลักทรัพย์ที่มีราคาใกล้ๆ กับระดับราคาที่ประเมินแล้วว่าเหมาะสม คือ ราคาไม่ถูกไม่แพงไป
กลุ่มที่ 3 หลักทรัพย์ที่ประเมินราคาแล้วว่ามีระดับราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น คือ ราคาแพงไป
เมื่อเราแบ่งกลุ่มได้แล้ว ผมขอถามต่อครับว่า นักลงทุนเชิงรุกจะลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มใด...?
คำตอบครับ ...นักลงทุนเชิงรุกก็จะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มที่ 1 ในสัดส่วนที่สูงที่สุด เพราะมีโอกาสทำกำไรได้มาก รองลงมาคือกลุ่มที่ 2 แต่การลงทุนในกลุ่มที่ 2 นี้ก็จะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนในตลาด ซึ่งจะมีการซื้อขายอยู่ตลอด และกลุ่มที่ 3 ห้ามลงทุนครับ เพราะจะมีแต่ขาดทุน แต่ผมให้ข้อมูลเพิ่มอีกนิดครับว่า เราควรมีการจัดกลุ่มหลักทรัพย์ใหม่ตามแต่ละช่วงเวลาหรือเหตุการณ์ เพราะหลักทรัพย์หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งราคาอาจประเมินแล้วแพงไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปหากมาประเมินราคาใหม่แล้วอาจจะพบว่าราคาถูกมากก็ได้ ซึ่งเราควรจะซื้อ และในทางกลับกันครับ หลักทรัพย์หนึ่งที่เราเคยประเมินแล้วถูกและเราก็ลงทุนไว้ เมื่อเวลาผ่านไปราคาอาจขึ้นสูงจนแพงไป ซึ่งก็เสี่ยงอาจถูกเทขาย ดังนั้นเราก็ควรจะขายนะครับ
นอกจากการแบ่งกลุ่มหลักทรัพย์เป็น 3 กลุ่มแล้ว เราก็ยังสามารถเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนภายในกลุ่มหลักทรัพย์ได้อีก เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ครับ อย่างตลาดหุ้นที่ช่วงปีนี้ร้อนแรงมาก ระดับดัชนีตลาดหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 900 กว่าจุดในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่ระดับดัชนีอยู่ที่ 700 กว่าจุด ซึ่งเราอาจมีการปรับสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นเพิ่มขึ้น และถือหลักทรัพย์อื่นลดลง เช่น ตราสารหนี้ เงินสด การลงทุนเชิงรุกลักษณะนี้อาจทำให้เราได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาด แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าความเสี่ยงย่อมมีมากกว่าความเสี่ยงของตลาด เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนน้อยกว่า และเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์รายตัวมากเกินไป สัปดาห์หน้าเดี๋ยวเรามาต่อการลงทุนแบบรับกันครับ







