posttoday
ต้องเร่งแผนจัดการน้ำ

ต้องเร่งแผนจัดการน้ำ

22 ตุลาคม 2560

กรณีเกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่เมื่อเช้าวันที่ 14 ต.ค

กรณีเกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่เมื่อเช้าวันที่ 14 ต.ค. และฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันและการระบายน้ำจากเขื่อนและประตูระบายน้ำสำคัญ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งตั้งแต่วันที่ 10-20 ต.ค.ที่ผ่านมาในพื้นที่ 16 จังหวัด กลายเป็นประเด็นที่ต้องทวงถามแผนการจัดการน้ำกันอีกครั้ง

แม้กรณีการเกิดอุทกภัย มักจะมาจากเหตุที่คาดไม่ถึงจากอิทธิพลของพายุต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ย่อมหนีเรื่องแผนการจัดการน้ำที่ครอบคลุมปัญหาในระยะยาวไปไม่พ้น

ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์น้ำท่วมในยุคของรัฐบาล คสช.ตั้งแต่ปี 2557 ปีนั้น เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดทั่วทุกภาค ลากยาวตั้งแต่ ก.ค.ไปจนถึง ธ.ค. เพราะปริมาณฝนจากอิทธิพลมรสุมและพายุ "รามสูร" กับ "คัลแมกี" พายุ "หว่ามก๋อ" เกิดน้ำท่วมหลายจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้บางจังหวัด

หลังจากช่วงนั้น รัฐบาลออกมาบอกว่า กำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะยาวปี 2558-2569 หรือที่เรียกว่า แผน 12 ปี ซึ่งจะครอบคลุมการแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ แผนที่ว่า จะเข้าไปการจัดการน้ำอุปโภค-บริโภค จัดการคุณภาพน้ำ ระบบการผลักดันน้ำเค็ม การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน

ขณะที่การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย จะปรับปรุงทางน้ำสายหลักและสาขา 30 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและทางผันน้ำ 3 แห่ง การพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม การทำคัน เขื่อนป้องกันตลิ่ง 13 แห่ง ตามกำหนดเดิมนั้นคาดว่าใช้เวลาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างประมาณ 3 ปี นอกจากประกาศแผนแล้วยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 12 ปี ที่เรียกว่าคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

ต่อมาในปี 2559 เกิดพายุโซนร้อน "เตี้ยนหมู่" ช่วง ส.ค. พายุโซนร้อน "ราอี" ช่วง ก.ย. ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ต่อเนื่องต้นปี 2560 น้ำยังคงท่วมพื้นที่ภาคใต้ และช่วงกลางเดือน มี.ค. เกิดฝนตกหนักในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีน้ำท่วมรอการระบายหลายจุด

ขณะเดียวกันในช่วงไล่เลี่ยกันก็เกิดพายุ "ตาลัส" และ "เซินกา" ลากยาวไปถึงปลาย ก.ค.ที่ผ่านมา โดยอิทธิพลพายุทั้งสองลูกส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน

สรุปก็คือ ตลอดช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ ทว่า เมื่อย่างเข้าฤดูร้อนหลายพื้นที่ยังต้องผวากับภัยแล้ง สะท้อนปัญหาการจัดการน้ำที่ยังไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจุดในกรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันว่า เป็นเพราะการระบายน้ำมากขึ้นเกิดจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีผลต่อประชาชนริมแม่น้ำ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล ถ้าไม่ระบายน้ำออกจะทำให้น้ำเพิ่มขึ้นจนล้นคันกั้นน้ำ ส่งผลถึงกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆ ทุกคนต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างไรในอนาคต

คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีนั้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะยาวที่ครอบคลุมการแก้ปัญหาน้ำทุกมิตินั้น ยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ที่เข้ามาแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ในเร็วๆ นี้

ทางที่ดีรัฐบาลต้องเร่งแผนบริหารจัดการน้ำตามที่แถลงไว้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นซ้ำซาก และหากบริหารจัดการน้ำไม่ดี อาจเลยเถิดทำให้น้ำไม่พอใช้ในหน้าแล้งอีก ซึ่งจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นแล้งซ้ำซากอีก

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาจัดการ ขืนปล่อยให้แก้กันเฉพาะหน้า ต่างคนต่างทำ ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งจะไม่มีวันหมดไปจากประเทศไทย n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา