
ปั้นแบรนด์‘เรสเทียร์’ รุกตลาดเครื่องนอนหรู
เทรเชอร์ฯ ส่งแบรนด์เรสเทียร์ รุกตลาดเครื่องนอนยางพาราเจาะกลุ่มลักซ์ชัวรี่ และผู้รักสุขภาพในไทย-จีน ตั้งเป้า 3 ปีติดโผแบรนด์หรูในเอเชีย
เทรเชอร์ฯ ส่งแบรนด์เรสเทียร์ รุกตลาดเครื่องนอนยางพาราเจาะกลุ่มลักซ์ชัวรี่ และผู้รักสุขภาพในไทย-จีน ตั้งเป้า 3 ปีติดโผแบรนด์หรูในเอเชีย
นายพาสิษฐ์ รุ่งอรุณเรืองศรี ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เรสเทียร์ บริษัท เทรเชอร์ โปร ดักส์ มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพาราธรรมชาติคุณภาพสูงเริ่มเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มลักซ์ชัวรี่และผู้รักสุขภาพ ซึ่งภายหลังได้ศึกษาตลาดกว่าปีครึ่งจึงได้ลงทุนเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นที่แรกโดยมีกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายสาขาในจีนอีก 3 แห่ง เช่น ปักกิ่ง กว่างโจว เป็นต้น รวมทั้งเปิดตลาดใหม่ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีในช่วง 3 ปีจากนี้ โดยรูปแบบอาจเป็นได้ทั้งลงทุนเองหรือร่วมกับพันธมิตร
ในส่วนของตลาดในประเทศไทยทางบริษัทได้เริ่มเปิดตัวแบรนด์เมื่อกลางปี ที่ผ่านมา และพร้อมจะรุกตลาดอย่าง เต็มตัวตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป โดยในปีหน้ามีแผนจะเปิดแฟล็กชิปสโตร์ 2 แห่งที่ โมทีฟ สโตร์ เอราวัณ และเรจิสเตอร์ เฮาส์ รับเบอร์แลนด์ ใช้งบลงทุนเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท/สาขา
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายเข้าไปในห้างสรรพสินค้า เช่น สยามพารากอน ไอคอนสยาม เป็นต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งการทำตลาดออนไลน์ซึ่งจะเปิดตัวในเดือน พ.ย.นี้
อย่างไรก็ดี ด้วยตลาดเฟอร์นิเจอร์ในไทยมีการเติบโตต่อเนื่องมีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าใน กลุ่มโมเดิร์น ลิฟวิ่งลักซ์ชัวรี่ที่เติบโตสูงขึ้นมาก โดยกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและรักสุขภาพยอมลงทุนในการดูแลร่างกายเชิงกายภาพระยะยาว ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่นอนยางพาราคุณภาพสูงได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ตลาดเครื่องนอนยางพาราธรรมชาติระดับลักซ์ชัวรี่ยังไม่มีคู่แข่ง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าผสม บริษัทจึงมองเห็น ถึงโอกาสในการทำธุรกิจในไทย โดยนำจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพที่ผลิตจากธรรมชาติ 100% แล้วยังได้มีการนำ อินโนเวชั่นมาเพิ่มมูลค่าสินค้ายิ่งขึ้น รวมถึงรูปแบบดีไซน์ ซึ่งเชื่อว่าจะรองรับความต้องการในตลาดได้
สำหรับในปีหน้าบริษัทเตรียมออกคอลเลกชั่นซีรี่ส์ออร์แกนิก รวมทั้งมีแผนขยายผลิตภัณฑ์ไปในกลุ่มลิฟวิ่งโปรดักต์เพิ่ม โดยปี 2561 บริษัทได้ตั้งงบการทำตลาดทั้งในประเทศไทยและจีนไว้ที่กว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์และจัดกิจกรรมการตลาดโดยจะเน้นสื่อออนไลน์
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีหน้าที่ 35 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายขึ้นเป็น หนึ่งในแบรนด์ระดับลักซ์ชัวรี่ในเอเชียภายใน 3 ปี ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย ปีละ 10%







