
แบงก์ชาติโลกเร่งเกียร์ ลุยกำกับเงินดิจิทัล
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ "ดิฉันคิดว่าเรากำลังจะได้เห็นการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ในอีกไม่นานนี้ และเราควรตระหนักว่า ไม่ควรจัดหมวดหมู่สิ่งใดก็ตามที่พัวพันกับเงินดิจิทัลเป็นการฉ้อโกงไปเสียทั้งหมด" คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีเมื่อไม่นานนี้
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
"ดิฉันคิดว่าเรากำลังจะได้เห็นการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ในอีกไม่นานนี้ และเราควรตระหนักว่า ไม่ควรจัดหมวดหมู่สิ่งใดก็ตามที่พัวพันกับเงินดิจิทัลเป็นการฉ้อโกงไปเสียทั้งหมด" คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีเมื่อไม่นานนี้
ลาการ์ดให้สัมภาษณ์ดังกล่าวขณะที่ทั่วโลก ทั้งธนาคารกลางและสถาบันการเงินต่างๆ กำลังมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรนักต่อ "เงินคริปโต" เนื่องจากหวั่นเกรงว่า เงินดิจิทัลที่ผ่านกระบวนการถอดรหัสดังกล่าวอาจนำไปใช้ทำสิ่งผิดกฎหมาย ฉ้อโกง หรือเป็นบ่อเงินสนับสนุนการก่ออาชญากรรม ซึ่งแม้แต่ เจมี ดิมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ เจพี มอร์แกน ยังโจมตีว่าบิตคอยน์เป็นเรื่องหลอกลวงต้มตุ๋น
อย่างไรก็ดี เงินคริปโตที่ดูเหมือนเป็นสิ่งลวงโลกในสายตาหลายฝ่าย กำลังเติบโตขึ้นทุกขณะ ซึ่งบิสเนส อินไซเดอร์ รายงานว่าขณะนี้ มูลค่าของตลาดเงินเงินคริปโตพุ่งไปอยู่ที่กว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.29 ล้านล้านบาท) แล้ว ขณะที่ยอดการทำธุรกรรมบิตคอยน์อยู่ที่กว่า 2 แสนครั้ง/วัน
ความร้อนแรงของเงินคริปโต ถือเป็นแรงกดดันให้บรรดาแบงก์ชาติต้องตัดสินใจรุกเข้ามากำกับดูแลมากขึ้น ด้วยการเร่งเกียร์ศึกษาวิจัยและออกเงินคริปโตของธนาคารกลาง หลังไม่สามารถสวนกระแสโลกด้วยการสั่งแบนเงินคริปโต เข้าทำนองว่า "ยิ่งเสี่ยงก่อภัย ยิ่งต้องเอาไว้ใกล้ตัวมากขึ้น"
"รัสเซีย" นับว่าตื่นตัวมากที่สุดในเรื่องการคุมเงินคริปโต โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นิโกไล นิกิโฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของรัสเซีย เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ไฟเขียวให้ธนาคารกลางออกเงิน "คริปโตรูเบิล" ในอีกเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทั่วประเทศ
นิกิโฟรอฟ เปิดเผยว่า เงินคริปโตรูเบิลจะเป็นเงินคริปโตระบบปิด ซึ่งไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปขุดเหรียญแบบเงินคริปโตอื่นๆ โดยรัฐบาลรัสเซียจะเข้าไปกำกับดูแลปริมาณเงินคริปโตดังกล่าวเอง ซึ่งจะมีการเก็บภาษี 13% เมื่อต้องการแลกเงินดังกล่าวกลับไปเป็นเงินรูเบิล หากพบว่ามีการนำเงินคริปโตรูเบิลไปเก็งกำไร หรือกรณีที่ไม่สามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินคริปโตดังกล่าวได้
นอกจากนี้ รัสเซียยังวางแผนผลักดันเงินดังกล่าวให้มีการใช้งานนอกประเทศด้วยเช่นกัน โดย โอเลก โฟมิเชฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย เปิดเผยว่า เงินคริปโตที่ออกโดยภาครัฐ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเงินดิจิทัลในระบบและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซีย นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลรัสเซียกำลังพยายามเปลี่ยนให้เงินคริปโตมาอยู่ในกำมือภาครัฐ แทนที่จะปล่อยให้เทรดและใช้งานอย่างอิสระโดยปราศจากกฎระเบียบส่วนกลางควบคุม
ทั้งนี้ การออกเงินคริปโตของรัฐบาลรัสเซียจะดำเนินการร่วมกับมาตรการคุมเข้มเงินคริปโตสกุลอื่นๆ อย่าง "บิตคอยน์" หรือ "อีเธอเรียม" โดยเว็บไซต์ คริปโตคอยน์สนิวส์ รายงานว่า รัฐบาลรัสเซียกำลังร่างกฎหมายควบคุมการขุดเหรียญคริปโตและปริมาณเงินคริปโตที่ไหลเวียนในประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว 2 อย่างควบคู่กันจะสามารถปูทางให้รัฐบาลเข้าไปควบคุมเงินคริปโตและลดความเสี่ยงในระบบการเงินได้ดีกว่าการประกาศแบนอย่างเดียว หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียหลายรายพยายามผลักดันการแบนเงินคริปโตมาตั้งแต่ปี 2015 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
กระแสการออกเงินคริปโตโดยแบงก์ชาติยังเกิดขึ้นใน "จีน" ด้วยเช่นกัน โดย เหยา เฉียน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเงินดิจิทัล สังกัดธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และ หวง เจิ้น นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและการเงิน กระตุ้นให้พีบีโอซีออกเงินคริปโตอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
หวง เจิ้น มองว่า เงินคริปโตที่ออกโดยพีบีโอซีจะปูทางให้จีนก้าวสู่การขึ้นเป็นผู้นำการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่ เหยา เฉียน เปิดเผยกับสำนักข่าวหยินไคว่า เงินคริปโตของแบงก์ชาติจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินหยวน ซึ่งอ่อนค่าลงอย่างหนักเมื่อปี 2015 ซึ่งเหยา เฉียนมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บิตคอยน์ได้รับความนิยมในจีนมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จีนถือเป็นตลาดบิตคอยน์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยการเทรดบิตคอยน์ในจีน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของทั่วโลก ขณะที่เงินคริปโตสกุลใหม่ๆ ราว 60-70% ยังเกิดขึ้นในจีนด้วยเช่นกัน แต่ตลาดเงินคริปโตที่ปราศจากกฎควบคุม สร้างความวิตกว่าอาจก่อความเสี่ยงต่อระบบการเงิน จนรัฐบาลประกาศแบนการขายเงินสกุลดิจิทัลในระยะเริ่มต้น (ไอซีโอ) และปิดเว็บเทรดเงินคริปโตเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
แผนการออกเงินคริปโตของจีนไม่เพียงจะช่วยสร้างเสถียรภาพเรื่องค่าเงินเท่านั้น แต่ยังจะลดความเสี่ยงทางการเงินจากการออกเงินคริปโตโดยเอกชน และสกัดหนทางโยกย้ายเงินทุนในจีนไปยังต่างประเทศผ่านเงินคริปโตได้ด้วยเช่นกัน
ด้าน "อินเดีย" เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังหารือออกเงินคริปโตโดยธนาคารกลาง หลังรัฐบาลอินเดียแสดงความวิตกเกี่ยวกับความนิยมบิตคอยน์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศนับตั้งแต่ปี 2015 โดยสำนักข่าว อีโคโนมิกไทม์ส ของอินเดียรายงานว่า เว็บเทรดบิตคอยน์ในประเทศมีจำนวนผู้เทรดแล้วกว่า 2,500 ราย/วัน
เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สื่ออินเดียหลายแห่งรายงานว่า ธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) กำลังหารือออกเงินคริปโตโดยแบงก์ชาติชื่อ "ลักษมี" และอาจมีการปรับเปลี่ยนร่างกฎหมายว่าด้วยสกุลเงินบางประการเพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยเงินคริปโตของอินเดียเริ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยอาร์บีไอมองว่า เงินคริปโตอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในการไปสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งอาจนำมาใช้แทนเงินกระดาษได้ในอนาคต นอกจากนี้ การออกเงินคริปโตของอาร์บีไอยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและสร้างระบบบล็อกเชนขึ้นมายกเครื่องระบบการเงินในอนาคต
แม้ขณะนี้รูปแบบของเงินคริปโตที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำลังพัฒนาจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนนัก แต่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) มองว่า เงินคริปโตโดยแบงก์ชาติอาจแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือเงินคริปโตสำหรับให้ประชาชนและธุรกิจรายย่อยใช้ทำธุรกรรม และเงินคริปโตสำหรับสถาบันการเงินรายใหญ่โดยเฉพาะ
นอกเหนือจากรัสเซีย จีน และอินเดียแล้ว บรรดาธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และหลายประเทศยุโรปกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการออกเงินคริปโตเช่นกัน แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวนับว่ายังค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับ 3 ประเทศข้างต้น
แม้การขยับตัวดังกล่าวอาจช้าไปเสียหน่อย เมื่อพิจารณาจากการเทรดเงินคริปโตในขณะนี้ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณเริ่มแรกว่า แบงก์ชาติโลกกำลังเริ่มเอาจริงในการหาทางคุมเข้มและเข้าถึงตลาดเงินคริปโตมากยิ่งขึ้น หลังมาตรการแบนการเทรดอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการเอาชนะความร้อนแรงของเงินคริปโตได้อีกต่อไป







