
ผูกขาดซ่อนรูป 4.0 (2)
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.ตอนที่แล้วได้เล่าถึงการที่บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกอินเทอร์เน็ตจากเดิมที่เคยเรียกร้องการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม มาวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นกลับอยู่ในตำแหน่งเป็นผู้ผูกขาดเสียเอง และล่าสุดศาลยุโรปก็ได้มีคำสั่งปรับ Google หนึ่งในยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตในข้อหากีดกันการแข่งขัน
พสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช.
ตอนที่แล้วได้เล่าถึงการที่บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกอินเทอร์เน็ตจากเดิมที่เคยเรียกร้องการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม มาวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นกลับอยู่ในตำแหน่งเป็นผู้ผูกขาดเสียเอง และล่าสุดศาลยุโรปก็ได้มีคำสั่งปรับ Google หนึ่งในยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตในข้อหากีดกันการแข่งขัน
นอกจาก Google ที่เป็นเจ้าตลาดของระบบการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต (Search Engine) ที่มีสัดส่วนทางตลาดกว่าร้อยละ 88 แล้วยังมี Facebook มีสัดส่วนทางตลาดกว่าร้อยละ 77 ของตลาดเครือข่ายสังคมออนไลน์ Amazon ที่มีสัดส่วนทางตลาดกว่าร้อยละ 70 ของตลาดร้านหนังสือออนไลน์
สัดส่วนทางตลาดที่สูงของทั้งสามบริษัทยังไม่น่ากังวลเท่ากับตลาดที่ทั้งสามบริษัทอยู่ในสถานะผูกขาดอยู่ เพราะทั้งสามตลาดไม่ใช่ตลาดสินค้าบริการทั่วไป แต่เป็นตลาดของพื้นที่ในการซื้อขายสินค้าและบริการ (Platform) หรือจะเรียกว่าทั้งสามบริษัทกำลังจะกลายเป็นผู้ผูกขาดในตลาดของ "ตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต"
การที่ Google เป็นเจ้าตลาดของระบบสืบค้น ทำให้เมื่อผู้ใช้งานสืบค้นคำใดก็ตาม การแสดงผลจากการสืบค้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ Google ว่าจะให้แสดงผลอะไรออกมาให้ผู้ใช้งานเห็น ซึ่งจากตอนที่แล้วในกรณีของยุโรป ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า Google ก็มีพฤติกรรมที่จะเลือกแสดงผลในสินค้าของตนเองมากกว่าสินค้าของผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันลักษณะหนึ่ง
ความแยบยลของผู้ผูกขาดตลาดของตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต คือการปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้มีพฤติกรรมในการกีดกันการแข่งขัน ตัวเองทำหน้าที่เพียงผู้นำเสนอตัวเลือกให้กับผู้บริโภค และสุดท้ายตัวผู้บริโภคเองมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการซื้อสินค้าและบริการ
ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นประเด็นที่บริษัทเหล่านี้ใช้เสมอเมื่อต้องการที่จะเข้าไปให้บริการในประเทศต่างๆ และเมื่อรัฐบาลของแต่ละประเทศจะเข้าไปเพื่อกำกับดูแลบริษัทเหล่านั้น ก็จะได้รับข้อโต้แย้งที่อ้างอิงถึงหลักการของสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในการแข่งขันเสมอ สุดท้ายรัฐบาลของแต่ละประเทศก็จะประสบปัญหาในการเข้าไปกำกับดูแลเพราะเสมือนเป็นการทะเลาะกับประชาชนของตนเอง ในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ
แต่อย่าลืมว่าสิทธิเสรีภาพที่บริษัทเหล่านี้อ้างถึง เป็นสิทธิเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่บริษัทเหล่านี้คัดกรองมาให้ประชาชนเลือกแล้วเท่านั้น คำถามคือแล้วสิ่งที่บริษัทเหล่านี้คัดกรองมาให้นั้น ตั้งอยู่บนหลักการอะไร ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร ดังนั้นคงไม่แปลกที่หลักการในการคัดกรองจะอิงกับผลตอบแทนที่บริษัทเหล่านี้จะได้รับ ไม่ใช่บนผลประโยชน์ของผู้บริโภค
การผูกขาดอำนาจในการคัดกรองตัวเลือกให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าจะกระทำโดยรัฐบาลหรือเอกชน แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือการผูกขาดภายใต้หลักการสิทธิเสรีภาพ และแข่งขันเสรี เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าภายใต้เสรีภาพในการเลือกของเรานั้น กลับกลายเป็นเสรีภาพส่งเสริมให้เกิดการผูกขาด ซึ่งจะกลับมาทำร้ายเราเองในอนาคต n







