
ชี้แนวโน้มนาโนโรบอตมาแรง
สวทช.ชี้นาโนโรบอตเทคโนโลยีน่าจับตามองในวงการแพทย์ คาดมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้าน ในอีก 6 ปีข้างหน้า
สวทช.ชี้นาโนโรบอตเทคโนโลยีน่าจับตามองในวงการแพทย์ คาดมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้าน ในอีก 6 ปีข้างหน้า
นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ได้แก่ หุ่นยนต์นาโน โดยเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว หรือ นาโนโรบอต (Nanorobot) ที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ ใช้ช่วยในทางการผ่าตัด และการนำส่งยาที่ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง จึงมีการประเมินว่าตลาดนาโนโรบอตจะมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2566 หรือ อีก 6 ปีข้างหน้า
สำหรับกลุ่มบริษัทที่ผลิตหลักจะอยู่ในสหรัฐ อังกฤษ และเกาหลีใต้ ที่มีการมุ่งพัฒนาในด้านนี้แล้ว รวมถึงมีการคาดการณ์จากบริษัท กูเกิล ว่า นาโนโรบอตจะสามารถนำมาใช้ได้จริงในร่างกายของมนุษย์ภายในปี 2573 หรืออีกประมาณ 13 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกันศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ได้มีการเริ่มพัฒนาระบบอุปกรณ์นาโนที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการผลิตนาโนโรบอตได้แล้ว และได้พัฒนากระบวนการขึ้นรูปโครงสร้างขนาดจิ๋วด้วย เทคนิคการพิมพ์ 3 มิติความละเอียดสูง ที่พิมพ์วัสดุได้หลายชนิด โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศได้ในระยะยาว
นายณรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจต่อมาจะเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่มีข้อมูลคาดการณ์จากต่างประเทศ IDTechEx ประเมินว่าตลาดวัสดุการพิมพ์ 3 มิติในทั่วโลกจะเติบโตถึง 7 แสนล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า และมีการพัฒนาวัสดุใหม่ต่อเนื่องและนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้หลากหลาย รวมถึงการพัฒนาใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ได้
อย่างไรก็ตาม ศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ ในสังกัดของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และบริษัท เฮเดล เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ได้มีการพัฒนาเส้นลวดพลาสติกนำไฟฟ้าด้วยวัสดุคอมโพสิตผสมกราฟีน โดยมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าได้ดีสุดในโลก และสามารถนำไปใช้ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้ทุกชนิด และได้มีการวางจำหน่ายในตลาดโลกแล้ว
นายณรงค์ กล่าวว่า สำหรับสองเทคโนโลยีดังกล่าวได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับการแพทย์และเทคโนโลยีการพิมพ์ ทำให้ผู้ประกอบการไทย นักลงทุน สามารถติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีและเลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสม รวมถึงเทคโนโลยีนี้สามารถเข้าไปมีบทบาทเปลี่ยนโฉมในหลายอุตสาหกรรมได้ในอนาคต และเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมกับการรับมือ n







