
จีนเปิดวิสัยทัศน์ สู่มหาอำนาจโลก
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เปิดเผยระหว่างขึ้นกล่าวสุนทรพจน์รายงานผลงานการบริหารประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า จีนจะมุ่งไปสู่สังคมนิยมยุคใหม่ และขึ้นเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกภายในปี 2050
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เปิดเผยระหว่างขึ้นกล่าวสุนทรพจน์รายงานผลงานการบริหารประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า จีนจะมุ่งไปสู่สังคมนิยมยุคใหม่ และขึ้นเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกภายในปี 2050
"ประเทศจีนกำลังยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในโลกตะวันออก ด้วยทัศนคติใหม่ที่แตกต่างจากเดิม และเมื่อผ่านไปหลายทศวรรษ ความเป็นสังคมนิยมในแบบจีนได้ก้าวผ่านเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว" สีจิ้นผิง กล่าว
สีจิ้นผิงยังได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ 30 ปี ระหว่างปี 2020-2050 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขึ้นเป็นประเทศผู้นำโลกทั้งในด้านความแข็งแกร่งของประเทศและการมีอิทธิพลระดับนานาชาติ พร้อมยังคงเดินหน้าปฏิรูปเปิดกว้างเศรษฐกิจและผลักดันให้ตลาดทุนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน จีนยังคงจะเดินหน้าแก้ปัญหาปริมาณหนี้ท่วมระบบและลดการผลิตส่วนเกินต่อไป โดยแม้จีนจะยังคงวางแผนสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้ก่อหนี้ รายใหญ่ของประเทศ แต่รัฐบาลจะ ผลักดันให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องรับผิดชอบหนี้สินมากขึ้น หลังรัฐวิสาหกิจมักกู้ยืมเงินผ่านกลไกของรัฐบาลท้องถิ่นดังกล่าว
สีจิ้นผิงยังเตือนว่า ตลาดอสังหา ริมทรัพย์จำเป็นต้องมีเสถียรภาพมากขึ้น และรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น โดยการเปิดเผยดังกล่าวเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับเมื่อเดือน ธ.ค. แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสกัดราคาบ้านที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ จีนยังคงจะเดินหน้าแก้ปัญหาปริมาณหนี้ท่วมระบบและลดการผลิตส่วนเกินต่อไป โดยแม้จีนจะยังคงวางแผนสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้ก่อหนี้รายใหญ่ของประเทศ แต่รัฐบาลจะผลักดันให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องรับผิดชอบหนี้สินมากขึ้น หลังรัฐวิสาหกิจมักกู้ยืมผ่านกลไกของรัฐบาลท้องถิ่นดังกล่าว
หลังการเปิดเผยของสีจิ้นผิง ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศจะยกระดับและเพิ่มการใช้ค่าเงินหยวนในระดับนานาชาติ ซึ่งจีนพยายาม ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2016 และได้เข้าเป็นหนึ่งในตะกร้าสกุลเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือเอสดีอาร์
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สรายงานว่า มูลค่าในการชำระเงินธุรกรรมด้วยค่าเงินหยวนลดลง 35.5% เมื่อปี 2016 เมื่อเทียบกับปี 2015 หลังรัฐบาลจีนเข้าควบคุมการอ่อนค่าของค่าเงินหยวนจากภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งทำให้มูลค่าหยวนลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งลดลงในอัตราที่มากที่สุดตั้งแต่ปี 1994







