
ผลสำรวจชี้หุ้นได้ไปต่อ
ผลสำรวจนักวิเคราะห์ชี้หุ้นยังไปต่อไตรมาส 4 ปีหน้าสูงสุด 1,810 จุด หุ้นยังเป็นสินทรัพย์หลักที่แนะนำลงทุน
ผลสำรวจนักวิเคราะห์ชี้หุ้นยังไปต่อไตรมาส 4 ปีหน้าสูงสุด 1,810 จุด หุ้นยังเป็นสินทรัพย์หลักที่แนะนำลงทุน
นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แถลงผลสำรวจนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันรวมกันทั้งหมด 22 ราย เมื่อสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่นายกรัฐมนตรีกำหนดกรอบการเลือกตั้งที่ชัดเจนว่า 79% มองว่าหุ้นไทยไตรมาส 4 ยังเป็นขาขึ้น และมีโอกาสปรับขึ้นระดับสูงสุดที่ 1,750 จุด ซึ่งเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนเดือน ก.พ. ที่ 1,669 จุด ซึ่งระหว่างนี้อาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมา ทำให้มองเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,700 จุด
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจยังมองว่าหุ้นไทยจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปถึงปี 2561 ที่แตะระดับสูง 1,810 จุด โดยเหตุผลหลักคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศมีโอกาสเติบโตเกิน 4% จากปีนี้คาดว่าจะเติบโต 3.61% การจัดเลือกตั้งปีหน้าและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 4 จะออกมาดี
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองกำไร บจ.ที่ออกมาสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มพลังงานที่เพิ่มขึ้นถึง 22.78% กลุ่มปิโตรเคมีเพิ่ม 18.64% และกลุ่มค้าปลีกเพิ่ม 15.65% ขณะที่ปีหน้าคือกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหาร และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามลำดับ ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรปรับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเพิ่มขึ้นถึง 11.61% เทียบกับปีนี้ที่คาดว่ากำไรจะเติบโตเพียง 2.41%
สำหรับหุ้นที่แนะนำ 5 บริษัท คือ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ซึ่งเป็นประเด็นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ ส่วนอีก 3 บริษัท คือ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ปตท. (PTT) เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี การจัดพอร์ตการลงทุนผลสำรวจออกมาว่าหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่นักวิเคราะห์ยังแนะนำให้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนหุ้นที่รวมกันถึง 62% แบ่งเป็น หุ้นไทยสูงสุดถึง 44% จากเดิมที่ 42% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนการลงทุนที่สูงสุดในพอร์ต และการปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้เป็น 18% จากเดิม 14% ที่เหลือเป็นทองคำ ตราสารหนี้ และกองทุนประเภทต่างๆ ส่วนทิศทางราคาทองคำส่วนใหญ่มองว่าลักษณะปรับตัวลดลงในไตรมาส 4 ราคาทองคำเฉลี่ย ณ สิ้นปีนี้อยู่ที่ 20,129 บาท ซึ่งลดลงจากระดับเดิมที่ 21,106 บาท
นางภรณี ในฐานะรองกรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า เม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีก 1-1.5 หมื่นล้านบาท และในครึ่งปีแรกของปี 2561 อีก 3-4 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดซื้อสะสมของต่างชาติอยู่ที่ 2 ปี (2560-2561) 1.6-1.7 แสนล้านบาท รับข่าวดีการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีและเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลเดินหน้าการลงทุนขนาดใหญ่ ขณะที่กำไรของ บจ.มีการเติบโตขึ้นอยู่ที่ 110 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ เอเซีย พลัส อาจมีการเพิ่มราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ปีหน้าออกไปอีก จากปัจจุบัน 16-16.5 เท่าที่ดัชนีสิ้นปี 1,766 จุด เพราะที่ผ่านมาหุ้นไทยเคยมี พี/อี สูงถึงระดับ 18-20 เท่าและยืนอยู่ได้







