posttoday
‘สีจิ้นผิง’กุมชะตาจีน เศรษฐกิจในกำมือรัฐบาล

‘สีจิ้นผิง’กุมชะตาจีน เศรษฐกิจในกำมือรัฐบาล

16 ตุลาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "สีจิ้นผิง"ผู้ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ เปิดเผยว่า จะเดินหน้าพาจีนเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เปิดกว้างและพร้อมขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน หลังประสบความสำเร็จจากการพลิกโฉมมณฑลเจ้อเจียงให้ร่ำรวยด้วยการผลักดันภาคเอกชน ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ ที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "สีจิ้นผิง"ผู้ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ เปิดเผยว่า จะเดินหน้าพาจีนเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เปิดกว้างและพร้อมขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน หลังประสบความสำเร็จจากการพลิกโฉมมณฑลเจ้อเจียงให้ร่ำรวยด้วยการผลักดันภาคเอกชน ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ ที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก

การเปิดกว้างเศรษฐกิจจีนนับว่ามีความหมายอย่างมาก เพราะช่วยเพิ่มการแข่งขันภายในประเทศ และยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้น "นวัตกรรม" ที่สีจิ้นผิงจะใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคเทคโนโลยี และเพื่อให้หลุดพ้นจาก "กับดักรายได้ ปานกลาง" หรือการไม่สามารถขึ้น เป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้

อย่างไรก็ตาม การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 19 ในอีก 5 ปีต่อมา จุดมุ่งหมายของแผ่นดินจีนกลับเปลี่ยนแปลงไปยัง "เสถียรภาพ" ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักวิเคราะห์และนานาประเทศ เพราะเสถียรภาพดังกล่าวอาจไม่ได้ไปด้วยกันกับการปฏิรูปเพื่อเปิดกว้างเศรษฐกิจและ การแก้ปัญหาหนี้ท่วม

แม้หลังสีจิ้นผิงขึ้นรับตำแหน่ง จีนจะเริ่มเปิดกว้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ให้ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวเสรีตามตลาด เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าลงทุนตลาดหุ้นและตราสารหนี้ได้ผ่านฮ่องกง และยังตั้งเป้าจะลดการผลิตเหล็กและถ่านหิน รวมถึงพยายามเบนเข็มไปมุ่งให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวขับเคลื่อนด้วยการบริโภคและภาคบริการ แทนการลงทุนจากภาครัฐและการผลิต

ทว่า ความพยายามดังกล่าว สะดุดลงเมื่อจีนเริ่มตั้งคำถามว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นผลดีหรือผลเสีย ต่อประเทศกันแน่

ในปี 2015 จีนเผชิญกับการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนร่วงต่อเนื่อง 29% จากจุดสูงสุดภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งยังเกิดขึ้นพร้อมกับค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และปิดฉากปี 2015 ด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี ต่อเนื่องจากปี 2014 ที่ขยายตัวพลาดเป้า

การชะลอตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลแพร่กระจายไป ทั่วโลกว่า เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะ "ฮาร์ด แลนดิ้ง" หรือไม่

หลังจากนั้นจีนเริ่มหันมาประคับประคองตลาดทุนผ่านการทุ่มงบประมาณหลายล้านล้านบาทในการ เข้าพยุงตลาดหุ้นและค่าเงินหยวน ขณะที่ยังคงใช้การลงทุนเข้าอุ้มเศรษฐกิจ ซึ่งหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 21.4% ของการลงทุนสินทรัพย์ถาวรทั้งหมดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนในปีนี้สดใสเป็นอย่างมาก โดยครึ่งปีแรกเติบโตได้ถึง 6.9% ขณะที่ครึ่งปีหลัง โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ถึง 7% เมื่อเทียบกับปี 2016 ที่ทั้งปีโต 6.7% ขณะที่ตลาดทุนไม่เคลื่อนไหวรุนแรงจนสั่นสะเทือน "เสถียรภาพ" ของจีนเมื่อรัฐบาลพยายามสกัดทุนไหลออก ซึ่งเกิดจากการเข้าซื้อกิจการ ต่างประเทศของเอกชนจีน

นอกจากนี้ แม้จีนต้องการสร้างนวัตกรรม แต่จีนก็จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมภาคส่วนเทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในจีน โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลจีนวางแผนที่จะเข้าไปแทรกแซงบริษัทเอกชนในภาคส่วนดังกล่าวตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2016 ผ่านการถือหุ้น 1% เพื่อเข้าไปนั่ง ในบอร์ดบริหาร เนื่องจากภาคส่วน ดังกล่าวสำคัญอย่างมากต่อการทำ เป้าหมายทางการเมืองให้สำเร็จ

แม้ก่อนหน้านี้จีนให้คำมั่นว่าจะพยายามเปิดกว้างตลาดยิ่งขึ้น และเริ่มดำเนินการดังกล่าวไปแล้วบางส่วน เช่น การประกาศจะให้บริษัทต่างชาติเข้ามารุกตลาดจีน เพื่อแก้ปัญหายาแพงจากดีมานด์สูงและการรักษาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรสูงอายุ แต่นักวิเคราะห์หลายรายเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ว่า จีนจะเปิดกว้างแค่ภาคส่วนที่จีนมีความได้เปรียบอยู่แล้วเท่านั้น หมายความว่า แม้จะมีการเปิดกว้างแต่เอกชนต่างชาติคงยังไม่สามารถแข่งขันได้เทียบเท่ากับจีนอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของจีน ที่ผ่านมา จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจแบบไม่เสรีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในแบบฉบับของจีน และการสร้างเสถียรภาพเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการเพื่อสร้างการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพนี้ เรียกเสียงเตือนจากสถาบันเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่า แม้รัฐบาลจีนจะยังคงพยายามเปลี่ยนเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการ ก่อหนี้เป็นเรื่องอันตรายอย่างมากท่ามกลางภาวะหนี้ท่วมของจีน

หนี้ส่วนใหญ่ของจีนนั้นปรากฏขึ้นในรัฐวิสาหกิจ โดยแม้จีนจะมีความพยายามแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่ไม่ทำกำไรด้วยการควบรวมกิจการในหมู่รัฐวิสาหกิจ จนจำนวนกิจการของรัฐ ลดลงเหลือ 98 แห่ง จาก 117 แห่ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่การควบรวมกิจการดังกล่าวกลับเป็นการสร้างรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีอำนาจ ในการกำหนดราคาขึ้นมาแทน

วอลสตรีทเจอร์นัลยกตัวอย่างกรณีการควบรวมกิจการระหว่าง เฉินหัว กรุ๊ป เหมืองถ่านหินระดับท็อปของประเทศ และไชน่ากั๋วเตียนกรุ๊ป บริษัทผลิตไฟฟ้า เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าวกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก และยังง่ายต่อการควบคุมราคาทั้งค่าไฟและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่มาจากถ่านหิน

ขณะที่สีจิ้นผิงมีแนวโน้มจะได้นั่งเก้าอี้ผู้นำต่อไปอีก 1 วาระ (5 ปี) หลังการประชุมใหญ่ครั้งที่ 19 ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยจากจุดยืนในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจนักว่าสีจิ้นผิงยังจะผลักดันการปฏิรูปต่อไปหรือไม่ เพราะหากการขับเคลื่อนการปฏิรูปไปขัดกับเสถียรภาพเข้า ก็จำเป็นต้องชะลอออกไป และอาจทำให้จีนไปไม่สุดทางปฏิรูป

"สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือสิ่งที่เราเห็นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะยังคงดำเนินต่อไป" แฟรงก์ เบ็น ซิมรา หัวหน้านักกลยุทธ์หลักทรัพย์ของโซซิเอเต้ เจเนราล กล่าวกับบลูมเบิร์ก

ด้านโฆษกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดเผยก่อนหน้าการประชุมในวันนี้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์เตรียมเปิดเผยแผนกลยุทธ์ใหม่สำหรับอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นตัวกำหนดอนาคตของจีน และทั่วโลกไม่สามารถละสายตาไปได้ เพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า สีจิ้นผิงจะเดินหน้าปฏิรูปต่อไป หรือจะยังคงยึดถือเสถียรภาพอย่างที่ผ่านมา n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน