
9 เดือนเงินท่วม FIF 6 แสนล้าน
พูลศรี เจริญอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยยังเติบโตต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์การลงทุนมีความหลากหลาย บริษัทจัดการกองทุน หรือ บลจ. ออกกองทุนได้ครบทั้งลงทุนในประเทศและต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์นักลงทุน
พูลศรี เจริญ
อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยยังเติบโตต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์การลงทุนมีความหลากหลาย บริษัทจัดการกองทุน หรือ บลจ. ออกกองทุนได้ครบทั้งลงทุนในประเทศและต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์นักลงทุน
บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศ ไทย) รายงาน 9 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) ที่ 4.86 ล้านล้านบาท เติบโต 4.63% จากสิ้นปี 2559 ขณะที่นักลงทุนยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาส 3 ทั้งสิ้น 6.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือน มีเงินไหลเข้าสุทธิ 2.04 แสนล้านบาท
ขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่ของผู้ลงทุนในรอบ 9 เดือนนั้นจะเน้น 3 เรื่องดังนี้
หนึ่ง การลงทุนต่างประเทศ มอร์นิ่งสตาร์ฯ รายงานตลอด 9 เดือนมีเม็ดเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศแล้วกว่า 1.53 แสนล้านบาท ขณะที่ลงทุนสินทรัพย์ในประเทศสุทธิเพียง 5.02 หมื่นล้านบาท
สอง เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เห็นได้จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ากองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนตราสารหนี้โลก อย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง 9 เดือนที่ผ่านมานี้
สำหรับกองทุนที่เงินไหลออกมากที่สุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ กองทุนในกลุ่มไฮยิลด์บอนด์ แบบที่มีการกำหนดอายุ (เทอมฟันด์) ที่ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และรวมไปถึงกองทุนในกลุ่มหุ้นต่างประเทศที่ทำผลตอบแทนได้ดี ส่งผลให้ผู้ลงทุนบางส่วนขายทำกำไรออกมา
สาม นักลงทุนมีการลงทุนในกองทุนระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ ที่ปัจจุบันการลงทุนในกองทุนต่างประเทศแบบที่ไม่ได้มีการกำหนดอายุมีมูลค่า 5.95 แสนล้านบาท แซงหน้า เทอมฟันด์ซึ่งมีมูลค่า 5.6 แสนล้านบาท
กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน มอร์นิ่งสตาร์ฯ กล่าวว่า การลงทุนในกลุ่มกองทุน FIF ไม่รวมเทอมฟันด์ ยังคงได้รับความนิยมและยังคงเดินหน้าทำสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีกองทุนออกใหม่ 15 กองทุน ส่งผลให้ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา มีกองทุนเปิดใหม่แล้วกว่า 50 กองทุน เอ็นเอวีเติบโตจากปลายปีที่แล้ว 50.20% และมีเงินไหลเข้าสุทธิทั้งกลุ่มกว่า 1.66 แสนล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มนี้มีเอ็นเอวีสูงถึง 5.95 แสนล้านบาท
แรงขับเคลื่อนการเติบโตของกองทุนในกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการลงทุนในกองทุน 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มกองทุนตราสารหนี้โลก มีเอ็นเอวี 1.75 แสนล้านบาท และกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย มีเอ็นเอวี 1.57 แสนล้านบาท (ดูตารางประกอบ)
ทั้งสองกลุ่มข้างต้นได้ประโยชน์ จากกระแสความนิยมในการลงทุนของ กองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก โดยที่ 9 เดือนแรกนี้มีเงินไหลเข้าทั้งสิ้น 1.15 แสนล้านบาท และ 4.5 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนในหุ้นต่างประเทศแบบกระจายการลงทุนทั้งในกลุ่มหุ้นโลกและหุ้นตลาดเกิดใหม่ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน
ในขณะที่นักลงทุนบางส่วนใช้โอกาสปรับพอร์ตลงทุนด้วยการขายทำกำไรและลดความเสี่ยงลงจากกลุ่มหุ้นต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหุ้นเฮลท์แคร์โลก หุ้นญี่ปุ่น หุ้นจีน และหุ้นยุโรป ที่ปรับตัวขึ้นสูงในช่วง 9 เดือนแรกนี้ ซึ่งการลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ไม่นับรวมเทอมฟันด์ ที่ยังคงได้รับความ นิยมและยังคงเดินหน้าทำสถิติอย่าง ต่อเนื่อง
จากกระแสความนิยมการลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุน FIF ส่งผลให้สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้มีส่วนแบ่งตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 14.33% (เมื่อปลายปีแล้ว) เป็น 30.18% ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมของกองทุนในกลุ่มตราสารหนี้โลกเป็นหลัก ในขณะที่สัดส่วนของกลุ่มตราสารทุนลดลงจาก 48.07% เหลือเพียง 37.20% เท่านั้น
ในส่วนของ บลจ.เองนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย บลจ.ทหารไทย ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกองทุนตราสารหนี้โลก ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.54% โดยที่ บลจ.กสิกรไทย ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 23.77%
ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่สะท้อนภาพชัดว่า นักลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น







