posttoday
Stop Loss กับผู้ลงทุน Options

Stop Loss กับผู้ลงทุน Options

11 ตุลาคม 2560

การจำกัดการขาดทุนเป็น 1 ใน 2 ปัจจัยสำคัญในการจำกัดความเสี่ยง (อีกปัจจัยหนึ่งคือขนาดของเทรด) ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ผู้ลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่มักใช้กันคือ การใส่ Stop-Loss ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนมีหุ้นของบริษัทหนึ่งอยู่ 2 หมื่นหุ้นที่ต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 19 บาท และผู้ลงทุนคาดว่าเป็นบริษัทดูดีมีอนาคต แต่ในระยะสั้นอาจมีความไม่แน่นอนในด้านราคาของหุ้นบ้าง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจึงไม่ต้องการเสี่ยงกับการขาดทุนสูงกว่า 5 หมื่นบาท จึงได้ทำการจำกัดความเสี่ยงนี้ โดยการตั้งขายหุ้น 2 หมื่นหุ้น และกำหนด Stop-Loss Price ที่ราคา 16.5 บาท ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาของหุ้นดังกล่าวตกลงไปถึงจุด Stop-Loss Price คือ 16.5 หรือต่ำกว่า ระบบจะทำการขายตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ราคาดังกล่าว และความเสียหายจะถูกจำกัดไว้ที่ 5 หมื่นบาท ตามแผนที่ได้คำนวณไว้

การจำกัดการขาดทุนเป็น 1 ใน 2 ปัจจัยสำคัญในการจำกัดความเสี่ยง (อีกปัจจัยหนึ่งคือขนาดของเทรด) ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ผู้ลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่มักใช้กันคือ การใส่ Stop-Loss ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนมีหุ้นของบริษัทหนึ่งอยู่ 2 หมื่นหุ้นที่ต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 19 บาท และผู้ลงทุนคาดว่าเป็นบริษัทดูดีมีอนาคต แต่ในระยะสั้นอาจมีความไม่แน่นอนในด้านราคาของหุ้นบ้าง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจึงไม่ต้องการเสี่ยงกับการขาดทุนสูงกว่า 5 หมื่นบาท จึงได้ทำการจำกัดความเสี่ยงนี้ โดยการตั้งขายหุ้น 2 หมื่นหุ้น และกำหนด Stop-Loss Price ที่ราคา 16.5 บาท ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาของหุ้นดังกล่าวตกลงไปถึงจุด Stop-Loss Price คือ 16.5 หรือต่ำกว่า ระบบจะทำการขายตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ราคาดังกล่าว และความเสียหายจะถูกจำกัดไว้ที่ 5 หมื่นบาท ตามแผนที่ได้คำนวณไว้

วิธีการข้างต้นควรจะได้ผล ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้

1.หากมีข่าวไม่ดีออกมาในเช้าวันหนึ่ง หุ้นอาจจะเปิดที่ราคาลึกกว่า 16.5 อย่างมากก็ได้ ซึ่งระบบ Stop Loss จะทำงานอัตโนมัติ หากขายที่ราคาตลาดอาจจะขาดทุนมากกว่า 5 หมื่นบาท แต่หากขายที่จำกัดคือ 16.5 บาท ก็จะเป็นการจำกัดการขาดทุนที่ไม่สมบูรณ์แบบหากคำสั่งไม่ได้รับการจับคู่ และไม่สามารถขายได้ขณะที่ตลาดดิ่งลงต่อ

2.หลายเหตุการณ์ในอดีตบ่งบอกถึงการที่คำสั่ง Bid ในตลาดถูกถอนออกไปอย่างรวดเร็ว และคำสั่ง Stop at Market ทำงานอัตโนมัติ โดยขายทิ้งที่ราคาต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ (อาจจะเป็นราคาต่ำสุดของวัน หรือของเดือน หรือของปี)

แม้ว่าจะมีข้อเสียดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ลงทุน Options หลายท่านก็ยังมักจะเชื่อว่าสามารถใช้ Stop-Loss ลักษณะเดียวกันกับการซื้อขายหุ้นปกติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น Options ไม่เหมือนกับหุ้น โปรดอย่าลืมว่าราคา Premium กับราคาหุ้นนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการซื้อขายจึงแตกต่างกันด้วย เนื่องจากใน Options มีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากราคา Premium นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนเป็น Options Owner (Long Options) ของหุ้นสักตัวหนึ่งที่ Implied Volatility ลดลงอย่างรวดเร็ว Stop Loss ที่ตั้งเอาไว้อาจจะถูกปลุกขึ้นมาได้ง่ายๆ แม้ว่าราคาของหุ้นตัวนั้นมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้แต่แรกก็ตาม เพราะการที่ IV ลดจะส่งให้ราคาของ Options จะลดลงด้วย

หากเป็น Options Seller (Short Options) สามารถตั้งคำสั่ง Buy-Stop ซึ่งจะทำการซื้อทันทีเมื่อราคาเป็นไปตามเงื่อนไข (กลไกการทำงานไม่ต่างจาก Sell-Stop แค่ตรงกันข้ามเท่านั้น) หากมีข่าวที่ทำให้ราคาของหุ้นอ้างอิงเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้ราคาของ Options ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว Buy-Stop ก็จะถูกปลุกขึ้นมาเช่นเดียวกัน แม้ว่าข่าวนั้นจะส่งผลดีต่อทิศทางของราคาที่ผู้ลงทุนคาดไว้

ปัญหาคือผู้ลงทุนอาจจะถูกบีบด้วยฟังก์ชั่น Stop Loss ที่แต่ละโบรกเกอร์ให้บริการแตกต่างกัน การใช้เพียงราคา Bid หรือ Offer มากำหนดจุด Stop Loss นับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตลาด Options ที่มีสภาพคล่องต่ำ หรือมีความผันผวนสูงอันเกิดจากข่าวสารต่างๆ ของหุ้นอ้างอิง เนื่องจากหากความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้ในตลาดมี Bid-Offer Spread ที่กว้างมากขึ้นด้วยนั่นเอง

ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้นหากผู้ลงทุนใช้ Stop Loss บนกลยุทธ์ Spread เนื่องจากมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะทราบถึง Spread ที่ซื้อขายกันแท้จริงในตลาด และระบบส่งคำสั่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปก็ไม่สามารถตรวจสอบการ Stop Loss ผ่าน Spread ได้ จึงมีโอกาสสูงอย่างมากที่ผู้ลงทุนจะขาดทุนทั้งสองขา หรือจากการที่ Stop เพียงขาใดขาหนึ่ง และอีกขาหนึ่งยังเกิดเขย่งอยู่

คำสั่ง Stop Loss นั้นแม้จะเป็นกลไกที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับท่านอย่างมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ลงทุนควรระมัดระวังอย่างมากในการวางจุด Stop Loss ด้วย อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องระวังคือส่วนใหญ่ผู้ลงทุนมักจะเลือกจุด Stop Loss คล้ายๆ กัน คือตัวเลขกลมๆ หรือแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงในการ Exit Position สูงขึ้นหากสภาพคล่องของ Options ดังกล่าวไม่ดี

สำหรับผู้ลงทุนในหุ้น หรือ Futures สามารถใช้กลยุทธ์ซื้อขาย Options ควบคู่ไปด้วยเพื่อจำกัดคความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Stop Loss เลยก็ได้ เพราะ Options ให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้ลงทุนในการเลือกรับความเสี่ยง และให้โอกาสที่จะบริหารความเสี่ยงนั้นๆ ระหว่างทาง ก่อนที่สัญญาจะหมดอายุได้ด้วย หากผู้ลงทุนต้องการลงทุนใน Options เพียงอย่างเดียวสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่จำกัดความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายได้เลย

ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ Credit Spread, Debit Spread หรือ Iron Condor ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลยุทธ์ที่ความเสียหายจะถูกกำหนด และสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า หากท่านผู้อ่านสนใจในสินค้า Options เพิ่มเติม หรือสินค้าอื่นๆ ใน TFEX โปรดติดต่อสอบถามจากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่ หรือติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.tfex.co.th

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI