posttoday
การเมืองป่วน ดันน้ำมันพุ่ง

การเมืองป่วน ดันน้ำมันพุ่ง

12 ตุลาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ ราคาน้ำมันผันผวนตลอดทั้งปีนี้โดยสามารถขึ้นไปได้เหนือ 59 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และตกลงมาอยู่ต่ำกว่า 45 ดอลลาร์/บาร์เรล เคลื่อนไหวในลักษณะที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งปี ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่คอยปั่นป่วนตลาด และหนึ่งในนั้นคือ "ปัจจัยทางการเมือง"

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ราคาน้ำมันผันผวนตลอดทั้งปีนี้โดยสามารถขึ้นไปได้เหนือ 59 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และตกลงมาอยู่ต่ำกว่า 45 ดอลลาร์/บาร์เรล เคลื่อนไหวในลักษณะที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทั้งปี ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่คอยปั่นป่วนตลาด และหนึ่งในนั้นคือ "ปัจจัยทางการเมือง"

ความเคลื่อนไหวจากโลกการเมืองล่าสุดที่สะเทือนถึงตลาดน้ำมันก็คือ นโยบาย "อเมริกาเฟิสต์" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่เห็นว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง "อิหร่าน" เป็นแหล่งผลิตการก่อการร้ายและเข้าไปวุ่นวายกับสงครามกลางเมืองในเยเมนและซีเรีย จึงได้มีการประกาศไม่รับรองข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านที่ทำร่วมกับอีก 5 ชาติมหาอำนาจเมื่อปี 2015 พร้อมให้กระทรวงการคลังสหรัฐคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอิหร่านด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 สหรัฐ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับอีก 5 ชาติ ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และจีน ตกลงที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อแลกกับการให้อิหร่านจำกัดการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ ซึ่งมหาอำนาจต่างกังวลจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

การปลดล็อกอิหร่านในครั้งนั้นส่งผลให้ราคาน้ำมันวูบลงไปแตะ 29 ดอลลาร์/บาร์เรล ในปี 2015 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นตั้งแต่ช่วงปี 2003 เนื่องจากความกังวลต่อผลผลิตในตลาด โดยระหว่างถูกคว่ำบาตร อิหร่านส่งออกน้ำมันได้ลดน้อยลงจากวันละราว 2.5 ล้านบาร์เรล ในช่วงก่อนปี 2012 เหลือต่ำกว่าครึ่งที่ 1.1 ล้านบาร์เรล และเมื่อพ้นจากการกดดันจากต่างชาติแล้ว อิหร่านเพิ่มการผลิตจนส่งออกได้มากกว่าวันละ 2 ล้านบาร์เรล ในช่วงปี 2017 นี้

สถานการณ์ในตอนนั้น "กลับตาลปัตร" กับในปัจจุบัน เมื่อทรัมป์ประกาศไม่ยอมรับข้อตกลงที่ทำ ในสมัยผู้นำคนก่อน

จากข่าวคราวที่สหรัฐจะกลับไป "แข็งกร้าว" กับอิหร่าน ซึ่งปล่อยออกมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พาให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ซึ่งน้ำมันดิบส่งมอบล่วงหน้าเดือน พ.ย. ในตลาดสหรัฐพุ่งไปมากกว่า 4% ส่วนเบรนต์งวดส่งมอบเดือน ธ.ค.ในตลาดลอนดอนก็ปรับขึ้นไปราว 2.8% อยู่ที่ระดับ 57 ดอลลาร์/สหรัฐ

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดภายในอีกหนึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง "อิรัก" จากปัญหารัฐบาลกลางกับเขตกึ่งปกครองพิเศษ "เคิร์ดดิสถาน" หลังการทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชของชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นพื้นที่ส่งออกน้ำมันวันละราว 5 แสนบาร์เรล เกิดการนำกองกำลังของทั้งสองฝ่ายมาตั้งเผชิญหน้า โดยรัฐบาลอิรักขีดเส้นใต้ไว้เมื่อวานราว 11.00 น.ตามเวลาไทย แต่เลื่อนออกไปอีก 24 ชั่วโมง หลังการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐต่ออิหร่านยังยากจะเห็นผลต่อตลาดน้ำมันในระยะใกล้ เนื่องจากหากสหรัฐต้องการคว่ำบาตรอิหร่านให้ได้ผลเช่นเดียวกับที่เคยทำมา จำเป็นต้องได้ความร่วมมือจากทั้งเอเชียและยุโรป ซึ่งอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างแสดงจุดยืนสวนทางกับทรัมป์ทันที โดยระบุว่าการยกเลิกข้อตกลงร่วมดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

"เหมือนยุโรปจะไม่เต็มใจที่จะกลับมาคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านในลักษณะเดียวกับปี 2012 อีกครั้ง" โฮมายูน ฟาลัคชาฮี นักวิเคราะห์จากวู้ด แมคเคนซี กล่าวกับบลูมเบิร์ก

เมื่อมีความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ มักออกบทวิเคราะห์และคาดคะเนราคาน้ำมันใหม่ออกมา โดยยึดถือปริมาณการผลิตและกำลังซื้อเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน ซึ่งมาตรการปรับลดการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนน้ำมัน เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับตลาดน้ำมันที่กลับขึ้นสู่ขาอีกครั้ง หลังเผชิญกับขาลงมานานนับ 3 ปี โดยเป็นผลมาจากข้อตกลงของโอเปกและผู้ผลิตนอกโอเปกที่ร่วมมือกันลดกำลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อแก้ปัญหาสภาวะน้ำมันล้นตลาด

แต่โกลด์แมน แซคส์ เตือนว่า การปรับขึ้นในไตรมาส 3 จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากการทำตามข้อตกลงส่วนหนึ่งมาจากปัจจัย "ชั่วคราว" เช่นการปิดซ่อมบำรุงแท่นขุดและ โรงกลั่นในทะเลเหนือ อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน และบราซิล รวมถึงการ "ชะลอ" การผลิตในสหรัฐเนื่องจากภัยธรรมชาติอย่างเฮอริเคนถล่ม ซึ่งทำให้สหรัฐต้องระงับการผลิตชั่วคราว

ด้าน เอ็ด มอร์ส หัวหน้าฝ่ายวิจัยโภคภัณฑ์ของซิตีกรุ๊ป เปิดเผยว่า ปริมาณการผลิตมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในปีหน้า เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตในอิรัก อิหร่าน ไนจีเรีย เวเนซุเอลา และลิเบีย ซึ่งนอกเหนือจากเวเนซุเอลาแล้ว ชาติที่เหลือต่างประกาศแผนเพิ่มกำลังการผลิต โดยแม้ประเทศเหล่านี้จะประสบปัญหาที่แตกต่างกันในการเพิ่มกำลังการผลิต แต่การลงทุนในน้ำมันไม่ได้ชะลอตัวลงไปด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตได้ในอนาคต

ไนจีเรียมีแผนที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีกวันละ 3.2 แสนบาร์เรล ภายในปี 2020 ซึ่งจะทำให้การผลิตทั้งหมดของไนจีเรียเพิ่มเป็นวันละ 4 ล้านบาร์เรล ท่ามกลางการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล ขณะที่ อิหร่านวางแผนจะผลิตน้ำมันให้ได้วันละ 4 ล้านบาร์เรล ภายในสิ้นเดือน มี.ค. 2018 ซึ่งจะเป็นจุดสิ้นสุดสัญญาลดกำลังการผลิตระหว่างโอเปกและนันโอเปก

นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ในปีหน้ายังคงต้องจับตาตลาดน้ำมันต่อไป เนื่องจากแม้ดีมานด์จะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมา แต่กำลังการผลิตจากกลุ่มนอกโอเปกกลับปรับขึ้นในปริมาณเท่ากันที่ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน

"สำหรับปีหน้า ตลาดน้ำมันดิบและการผลิตจะสมดุลมากขึ้น หากโอเปกยังคงกำลังการผลิตไว้ในระดับปัจจุบัน" ไออีเอ กล่าว

การผลิตของโอเปกในระดับปัจจุบันเป็นระดับที่ปรับลดลงมาเพื่อช่วยสร้างสมดุลตลาด เท่ากับว่าตลาดยังจำเป็นต้องจับตาข้อตกลงของโอเปกและผู้ผลิตนอกกลุ่ม ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือน มี.ค. 2018 ขณะเดียวกัน รัสเซีย หนึ่งในประเทศนอกโอเปกที่ร่วมจับมือกับโอเปกในการลดกำลังการผลิต กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับยุคน้ำมันถูกด้วยการใช้น้ำมันราคา 40 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นพื้นฐานการคำนวณงบประมาณในปีหน้า และอาจจะอีก 2-3 ปีข้างหน้า

"มาตรการต่างๆ มากมายช่วยสร้างสมดุลให้กับตลาด แต่จะประสบความสำเร็จในปี 2018 ได้ จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการดังกล่าวต่อไป" ไออีเอ กล่าว n

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน