
ปัดฝุ่นกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์พืช... ใครได้ใครเสีย
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยข่าวซึ่งไม่ค่อยดังแต่มีความสำคัญ คือร่างกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์พืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มีการพัฒนาพันธุ์เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูง ซึ่งดูเหมือนว่าเจตนาจะดูดี แต่กลุ่มเกษตรกรกล่าวหาว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้พัฒนาพันธุ์พืชที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร ทำให้ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่เพาะเองไปปลูกต่อ คือต้องซื้อพันธุ์จากผู้พัฒนาแบบกึ่งผูกขาดกลายเป็นว่ากฎหมายไม่ได้เอื้อต่อเกษตรกร แถมไปซ้ำเติมให้ยากจนมากไปกว่าเดิม
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ข่าวซึ่งไม่ค่อยดังแต่มีความสำคัญ คือร่างกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์พืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มีการพัฒนาพันธุ์เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูง ซึ่งดูเหมือนว่าเจตนาจะดูดี แต่กลุ่มเกษตรกรกล่าวหาว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้พัฒนาพันธุ์พืชที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร ทำให้ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่เพาะเองไปปลูกต่อ คือต้องซื้อพันธุ์จากผู้พัฒนาแบบกึ่งผูกขาดกลายเป็นว่ากฎหมายไม่ได้เอื้อต่อเกษตรกร แถมไปซ้ำเติมให้ยากจนมากไปกว่าเดิม
กฎหมายฉบับนี้ กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกลุ่มและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรออกมาคัดค้านกล่าวหาว่าไปคุ้มครองให้ประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชรายใหญ่ ทั้งในประเทศและข้ามชาติได้ประโยชน์ไปอย่างเต็มๆ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งนำมาปรับปรุงพันธุ์แล้วไปขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของสิทธิบัตร โดยไม่ได้รับประกันว่าจะควบคุมราคาได้อย่างไร ชาวบ้านซื้อได้เพียงเอาไปปลูก แต่จะนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาปลูกต่อไม่ได้ เนื่องจากมีบทลงโทษทั้งปรับ และหรือจำคุก
ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการตัดต่อดัดแปลงพันธุกรรม ทั้งจากเมล็ดพันธุ์หรือเยื่อจัดเป็นพืชจีเอ็มโอเป็นสิทธิบัตรของผู้พัฒนาพันธุ์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หากร่าง พ.ร.บ.นำออกมาใช้อาจมีผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรและความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมไปถึงความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งมีความพยายามผลักดันให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์ใหม่ หรือ UPOV 1991 เป็นความตกลงคุ้มครองพืชที่มีความเข้มงวดสูง มีความซับซ้อน และกีดกันหรือก่อให้เกิดการผูกขาดด้านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกลุ่มประเทศและบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ระดับโลกต่างล็อบบี้ให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทยให้เข้าร่วมเป็นภาคี
ทราบมาว่ามีความพยายามจะดันกฎหมายนี้ออกมาหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อปีเศษมีความพยายามผลักดันให้รัฐบาลออกเป็นกฎหมาย แต่ช่วงนั้นกลุ่มเกษตรกรและนักวิชาการออกมาคัดค้าน ในช่วงเดือนที่ผ่านมามีการนำมาปรับปรุงเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่มุ่งเน้นที่จะมาใช้กับเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้มองว่าเป็นรายได้มหาศาล เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เมื่อหลายปีก่อนได้เคยจัดทำรายงานผลการศึกษาว่าอาจกระทบต่อการเพาะปลูกตามวัฒนธรรมดั้งเดิม ผู้ผลิตอาจพัฒนาพันธุ์ต่อยอดพืชพื้นบ้านให้เกิดพันธุ์ใหม่แล้วมาจดสิทธิบัตรและมาขายเชิงพาณิชย์ เกษตรกรไม่สามารถเพาะพันธุ์เองได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว โดยผลผลิตที่ได้ไม่สามารถนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลต่อไปได้ ในรายงานดังกล่าวแนะนำว่าไทยควรหลีกเลี่ยงในเรื่องนี้
ขณะเดียวกันทางกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่า การปรับปรุงกฎหมายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรและสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อได้ แต่ทาง "มูลนิธิชีววิถี" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาต่อต้านระบุว่าไม่เป็นความจริง เพราะในร่างกฎหมายชี้ชัดว่าเกษตรกรไม่สามารถจัดเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เพื่อไปปลูกต่อหรือแจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านทำไม่ได้ มีความผิดตามกฎหมายโทษจำคุก 2 ปี และหรือมีโทษปรับ 4 แสนบาท และระบุว่ากฎหมายฉบับนี้เอื้อให้มีการผูกขาดแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่
เรื่องนี้ใครจะถูกหรือใครฟังไม่รู้เรื่องคงตอบไม่ได้ คงไม่ขอกล่าว แต่ที่ต้องระวังคือร่างกฎหมายนี้มีความสำคัญ มีความสุ่มเสี่ยงกระทบต่อเกษตรกร คงต้องมีการฟังความรอบด้านให้ชัดเจน ขั้นตอนต่อไปอยู่ที่กฤษฎีกาพิจารณา หวังว่าทาง สนช.คงพิจารณาให้ถ้วนถี่อย่าให้ผ่านไปได้ง่ายๆ เกี่ยวกับการผูกขาดพันธุ์พืชและการปรับแต่งพันธุกรรมพืชจีเอ็มโอ นายทุนผูกขาดทั้งไทยและต่างชาติมีการร่วมมือกันพยายามเจาะเข้ามานานแล้ว
แม้แต่ในยุค คสช. ในอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจการเกษตรของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีตัวแทนจากบริษัทใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์พืชเข้ามาเป็นที่ปรึกษา อนุกรรมาธิการฯ ได้ผลักดันในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ มีการนำนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยดังโน้มน้าวว่าดีอย่างไร พอถามหางานวิจัยบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย
ในการประชุมมีการถกเถียงกันมาก มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน ผมเองยังเคยถูกทาบทามออกเงินให้ไปดูงานในสหรัฐ แต่ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการไปผูกพันกับใคร คนที่ไปแล้วกลับมาเชียร์กันยกใหญ่ แต่ในช่วงนั้นทางสมาชิก สปช.ขอให้ถอนร่างการศึกษาออก
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชและการดัดแปลงพันธุกรรม กระทรวงเกษตรฯ ปัดฝุ่นหยิบยกมาพิจารณาใหม่คงต้องดูกันให้ดี เพราะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพวกนี้มีมาก อีกทั้งผล กระทบยังไม่ชัดเจนว่าจะดีต่อประเทศจริงหรือไม่ แม้แต่หลายรัฐบาลในยุคประชาธิปไตยซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ยังไม่กล้าที่จะออกมาเป็นกฎหมาย เพราะเกรงจะกระทบต่อต้นทุนเพาะปลูกและโครงสร้างเกษตรของประเทศ
เกี่ยวกับการผูกขาดพันธุ์พืชมีความซับซ้อน ถึงแม้ว่าอาจจะดูเป็นความหวังดีเป็นการคุ้มครองพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูง แต่อาจมีผล กระทบจากกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาตักตวงผูกขาดเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร กลายเป็นว่าความหวังดีไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจไม่กี่ราย เกี่ยวกับเรื่องดัดแปลงพันธุ์พืชและ พืชจีเอ็มโอมีการพูดกันมานานแล้ว ควรมีการศึกษาอย่างจริงจังให้ความรู้เกษตรกรอย่างรอบด้าน หากดีจริง เป็นยุคของเกษตรกร 4.0 ไม่ทำสู้เขาไม่ได้ ก็ควรเดินหน้าอย่าให้เกิดการผูกขาด แต่หากศึกษาแล้วผลกระทบมากก็ไม่ควรทำจะได้ไม่อึมครึม...จริงไหมครับ n
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat







