posttoday
มังกรจีนรุกคืบ ขยับกลืนภาคไอที

มังกรจีนรุกคืบ ขยับกลืนภาคไอที

13 ตุลาคม 2560

ภาคธุรกิจเทคโนโลยีนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในจีนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ

ภาคธุรกิจเทคโนโลยีนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในจีนตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น “อาลีบาบา” ที่ก้าวขึ้นเป็นบริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ “หัวเว่ย” ก็กำลังเร่งเครื่องในกลุ่มสมาร์ทโฟนพรีเมียมขึ้นมาเบียดส่วนแบ่งกับเจ้าตลาดเดิมอย่างซัมซุงจากเกาหลีใต้ และแอปเปิ้ลจากสหรัฐ

จุดที่น่าสนใจก็คือการขึ้นมาของภาคไอทีจีนนั้น นำโดย “ภาคเอกชน” เป็นหลัก ซึ่งต่างจากโมเดลธุรกิจขนาดใหญ่ในจีนที่ตามปกติแล้วจะนำโดย “ภาครัฐ” หรือรัฐวิสาหกิจ (SOE) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากไล่ดูตามมูลค่าตลาด หรือสินทรัพย์ของภาคธุรกิจในจีนนั้นจะพบว่าบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น นำโดยกลุ่มสถาบันการเงิน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าจีนจะมีการเปิดตลาดปฏิรูปเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 1978 ในสมัยอดีตผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง แต่รัฐบาลกรุงปักกิ่งก็ยังคุมเข้มในภาคธุรกิจที่มีการใช้ทุนและแรงงานอย่างเข้มข้น ทำให้ธุรกิจโดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดยังอยู่ในมือของรัฐบาลเป็นหลัก ก่อนที่จะเริ่มเปิดกว้างให้เอกชนมากขึ้นในยุคอดีตประธานาธิบดี จูหรงจี เป็นต้นมา

การที่ภาคเทคโนโลยีหลุดรอดจากมือรัฐไปได้นั้น โดยหลักเป็นเพราะไอทียังเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งเข้าในยุคหลัง โดยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงและยากแก่การเข้าใจ อีกทั้งยังมีรูปแบบการลงทุนที่ต่างไปจากอุตสาหกรรมเก่า เช่น การระดมทุนผ่านนักลงทุนอิสระและผ่านบรรดาเวนเจอร์ แคปปิตอล จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้จากธนาคารเป็นหลัก อาลีบาบา ที่นำโดย แจ็ค หม่า นั้น ก็เคยผ่านจุดดังกล่าวมาก่อนกับการระดมทุนราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 827 ล้านบาท) จากซอฟต์แบงก์ โกลด์แมนแซคส์ ฟิเดลิตีและนักลงทุนรายอื่นๆ ในช่วงปี 1999-2000 

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปัจจุบันของภาคธุรกิจไอที และการเป็นหัวใจสำคัญที่กุมอนาคตของประเทศเอาไว้ อาจทำให้ภาคเทคโนโลยีในจีนต้องเปลี่ยนโฉมไปหลังจากนี้ กับการยื่นมือเข้ามาแทรกแซง “โดยตรง” ของรัฐบาลจีน

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวหลายรายที่เกี่ยวข้องว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งกำลังพยายามกรุยทางให้รัฐได้เข้าไป “ถือหุ้น” ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางราย เช่นเทนเซนต์ เว่ยป๋อ และบริษัทลูกในอาลีบาบา  เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบอร์ดที่มีอำนาจตัดสินใจในเชิงบริหาร

แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนอาจถือได้ว่าเข้าแทรกแซงทางอ้อมไปแล้วไม่น้อย ผ่านกฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่างๆ ที่รัดกุมและเข้มงวด แต่รัฐก็ยังไม่เคยยื่นมือไปถึงด้านการบริหารจัดการของยักษ์ไอทีเหล่านี้มาก่อน

รายงานดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลจีนมีการริเริ่มแผนการเข้าถือหุ้นบริษัทเอกชนไอทีตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อปี 2016 โดยแผนการแรกเริ่มในขณะนั้นเสนอให้การเข้าถือหุ้น 1% ก็สามารถส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ดบริหารได้แล้ว

ความริเริ่มของจีนในขณะนั้นสร้างความประหลาดใจและกังวลใจให้บริษัทเอกชนหลายราย โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจสร้างความกังขาให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ จนเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง และอีกส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะมูลค่าหุ้นเพียง 1% ที่ว่านั้นคิดเป็นเงินมหาศาล เช่น 1% ของเทนเซนต์ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงนั้น มีมูลค่าถึงกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท) จนทำให้ซีอีโอ อย่าง หม่าหัวเติ้ง หรือ โพนี่หม่า ถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว

โครงการ “หุ้นการบริหารจัดการพิเศษ” ถูกนำมาทดลองใช้เป็นครั้งแรกกับสตาร์ทอัพด้านสื่อออนไลน์สองบริษัท คือ อี้เตียน จื้อซุน และ ปักกิ่ง เตียซื่อ เทค โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลของทางการจีนและเว็บไซต์หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี เข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 2% พร้อมสิทธิส่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปนั่งในบอร์ดบริหาร

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ว่ากันว่ากำลังคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จและแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่อดีตประธานา ธิบดี จูหรงจี หรืออาจเลยไปถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิง เป็นต้นมา ได้สยายปีกหันมากำกับดูแลภาคเอกชนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจสื่อไปจนถึงบริษัทลงทุนรายใหญ่ จนมีรายงานเรื่องการเรียกมหาเศรษฐีหลายคนมาปรับทัศนคติไปเมื่อช่วงกลางปี และในช่วงหลังมานี้ยังหันมาคุมเข้มด้านไอทีมากขึ้นด้วย

ในเดือน ก.ย. คณะกรรมการกำกับดูแลของทางการจีนได้สั่งปรับบริษัทสื่อออนไลน์หลายแห่ง อาทิ เทนเซนต์ เว่ยป๋อ และไป่ตู้ จากกรณีปล่อยปละละเลยการควบคุมเนื้อหาสื่อที่ไม่รัดกุมพอจนมีปัญหาภาพลามกอนาจรและข่าวปลอมหลุดออกมา นอกจากนี้ยังออกโรงวิพากษ์วิจารณ์เกมดังของค่ายเทนเซต์ อย่าง ออเนอร์ ออฟ คิงส์ ว่ามอมเมาเยาวชนให้ติดเกมมากเกินไป จนส่งผลให้หุ้นเทนเซนต์ร่วงลงวันเดียวถึง 4% หรือมีมูลค่าหายไปถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.63 แสนล้านบาท) มาแล้ว

ความสำคัญของภาคเทคโนโลยีจีนนั้น นอกเหนือจากในมุมเศรษฐกิจที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลและกำลังขยายอิทธิพลในต่างประเทศแล้ว ก็ยังมีความสำคัญในเชิงการเมืองและความมั่นคงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ภาคเทคโนโลยีกำลังขยายตัวเข้าไปมีบทบาทในหลายส่วน อาทิ การเงิน สุขภาพ การคมนาคมขนส่ง ไปจนถึงคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วประเทศ พร้อมบิ๊กดาต้าที่รวบรวมและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคไว้ในมือ

ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังกำหนดให้ “นวัตกรรม” เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโมเดลเศรษฐกิจจากโรงงานผลิตราคาถูกของโลก ไปสู่สังคมการบริโภคและการผลิตมูลค่าสูงผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนผ่านการใช้งบมหาศาลในด้านนี้ และการปล่อยหรือผลักดันให้บรรษัทจีนออกไปตะลุยเทกโอเวอร์บริษัทด้านเทคโนโลยีทั่วโลกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ภายใต้ทิศทางที่เทคโนโลยีจะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตของชาติในเวทีโลกต่อไปนั้น คงเป็นเรื่องยากที่ภาคไอทีจะหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงของรัฐบาลกรุงปักกิ่งได้ในอนาคตอันใกล้หลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา