
โบรกเชียร์ซื้อCPNหลังเปิดให้บริการเซ็นทรัลเวิลด์
โบรกเชียร์ซื้อCPN หลังเปิดให้บริการเซ็นทรัลเวิลด์อีกครั้งวันนี้
โบรกเชียร์ซื้อCPN หลังเปิดให้บริการเซ็นทรัลเวิลด์อีกครั้งวันนี้
วันนี้บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา(CPN)ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติอีกครั้งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ถูกปิดให้บริการจากเหตุถูกเผาในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ CPN ปิดทำการช่วงครึ่งวันเช้าที่ 29 บาทไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้าเพราะวันนี้สภาพตลาดหุ้นโดยรวมของไทยปรับตัวลดลงตามหุ้นภูมิภาค
บล.ธนชาตออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อหุ้น CPN ให้ราคาเหมาะสมปีหน้าที่ 32.12 บาท โดยมองว่าการเปิดให้บริการอีกครั้งวันนี้เป็นไปตามแผนที่ประกาศไว้ โดยจะเปิดให้บริการในเฟส 1 เริ่มจาก 5 โซนแรกจากทั้งหมด 6 โซน คือ โซน B ถึง F ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าส่วนใหญ่เกือบ 80% ของพื้นที่ให้เช่าสุทธิประมาณ 1.87 แสนตารางเมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือในโซน A ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ เนื่องจากอยู่ติดกับห้าง Zen จะทยอยเปิดในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2553
สำหรับศูนย์การค้า ZEN จะพร้อมเปิดได้ใน ไตรมาส 3ปีหน้า ซึ่งการกลับมาเปิดให้บริการของเซ็นทรัลเวิลด์ จะผลักดันให้ผลประกอบการโดยเฉพาะงวด ไตรมาส 4 ฟื้นตัวดีมากขึ้นเพราะศูนย์การค้าดังกล่าว ถือเป็นศูนย์การขนาดใหญ่ทั้งในด้านของพื้นที่ให้เช่าที่มีสัดส่วน 19% ของพื้นที่ให้เช่าศูนย์การค้ารวม และการสร้างรายได้ สัดส่วน 17% ของรายได้รวมปี 2552
ส่วนประเด็นความคืบหน้าเรื่องความเสียหายของ CTW นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจากบริษัทประกันภัย คาดจะสรุปรายละเอียดได้ภายใน 4Q53 โดยเชื่อว่าการทำประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงทุกชนิด รวมถึงประกันธุรกิจหยุดชะงัก และประกันก่อการร้าย รวมวงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท จะทำให้บริษัทสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทน และเงินชดเชยรายได้ที่ต้องสูญเสียไปในช่วงที่ต้องปิดศูนย์การค้า CTW ได้เต็มจำนวน ซึ่งมีโอกาสจะบันทึกได้ในปี 2554 ถือเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อผลประกอบการ
บทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุว่า CPN ผลกระทบต่อรายได้จากการปิดปรับปรุงดังกล่าวจะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวรายได้และผลประกอบการมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง จากโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนา และจะเปิดดำเนินการตามลำดับ โดยยังคาดว่ากำไรปกติในปีนี้จะยังเติบโตได้ 14% จากปีที่ผ่านมา (ไม่นับรวมรายการพิเศษที่เป็นกำไรจากการขายสาขาปิ่นเกล้า มูลค่า 3,200 ล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีกราว 18% ในปี 2554 ฉะนั้นจึงได้ปรับมาใช้ราคาเป้าหมายสำหรับในปีหน้าที่ 38.40 บาท และปรับคำแนะนำจาก 'ถือ' เป็น 'ซื้อ' สำหรับการลงทุนระยะยาว







