posttoday
มังกรผงาดตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชีย JD.com เข้าไทย

มังกรผงาดตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชีย JD.com เข้าไทย

04 ตุลาคม 2560

ไม่นานมานี้ มีข่าวการเข้ามาของ JD.com และ JD Finance ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ Alibaba กันพอสมควรแล้ว ขณะที่ JD.com นับว่าเป็นเบอร์สองของวงการอี-คอมเมิร์ซจีน มาดูกันครับว่าสองยักษ์ใหญ่จากจีนมีส่วนเหมือน หรือแตกต่างกันด้านใดบ้าง

ไม่นานมานี้ มีข่าวการเข้ามาของ JD.com และ JD Finance ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ Alibaba กันพอสมควรแล้ว ขณะที่ JD.com นับว่าเป็นเบอร์สองของวงการอี-คอมเมิร์ซจีน มาดูกันครับว่าสองยักษ์ใหญ่จากจีนมีส่วนเหมือน หรือแตกต่างกันด้านใดบ้าง

ที่มาที่ไป

Alibaba ภายใต้การนำของ Jack Ma จากการทำธุรกิจ B2B ในปี 1999 เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตในจีนกับคู่ค้าในต่างประเทศ จนพัฒนาเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ด้วยจำนวน Active mobile user 529 ล้านคน/เดือน

JD.com หรือชื่อจีนว่า Jingdong ถือเป็นเบอร์สองวงการอี-คอมเมิร์ซจีนด้วยสัดส่วน 25% ของตลาด B2C ในประเทศ ก่อตั้งโดย Richard Liu เริ่มธุรกิจออนไลน์ในปี 2004 จากการขายอุปกรณ์ไอที ภายใต้ชื่อ 360buy.com ก่อนขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเต็มตัวในชื่อ JD.com ปี 2013 มีจำนวน Active account 236.5 ล้านบัญชีในเดือน มี.ค. 2017

โมเดลธุรกิจ

Alibaba สร้างแพลตฟอร์มเพื่อทำ Marketplace หรือทำตัวเป็นตลาดให้พ่อค้าหรือผู้ผลิตเอาของมาขายผ่านเว็บไซต์ Aliexpress สำหรับลูกค้าต่างชาติ หรือขายบน Taobao สำหรับลูกค้าชาวจีน รายได้ส่วนใหญ่ของ Alibaba มาจากบริการที่เสนอให้กับผู้ขาย ขณะที่ JD.com ขายสินค้าด้วยตัวเอง โดยรับของจากผู้ผลิตมาขายต่อให้ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะคล้ายกับ Amazon

ความเหมือนบนความต่าง

โมเดลธุรกิจที่ต่างกัน ทำให้กลยุทธ์ของสองบริษัทแตกต่างกัน Alibaba เน้นสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับสินค้าที่หลากหลาย มีข้อมูลสินค้าพร้อม มีระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ สามารถติดต่อกับผู้ขายได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยี Search Engine และ Alibaba Cloud รวมถึงการใช้ Big Data เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

ขณะที่ JD.com วางกลยุทธ์แบบพ่อค้าคนกลาง จึงเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ มีคลังสินค้ามากกว่า 250 แห่งกระจายทั่วประเทศจีน การพัฒนา Automated Warehouse ที่ช่วยให้เก็บสินค้าได้มากกว่าปกติถึง 10 เท่า รวมถึงการเตรียมใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบริการ อย่างการใช้โดรนในการขนส่งสินค้า

จุดแข็ง จุดอ่อน

จุดแข็งของ Alibaba คือความหลากหลายของสินค้าจากร้านค้านับล้านจากผู้ผลิตในจีน แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้เกิดปัญหาการนำสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพออกมาขาย ซึ่ง Alibaba พยายามออกนโยบายควบคุมคุณภาพสินค้าที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มให้รัดกุมขึ้น ส่วน JD.com มีจุดขายเรื่องสินค้าคุณภาพ แบรนด์มีชื่อเสียงในราคาที่ถูก ผ่านการจัดส่งที่รวดเร็ว และไว้ใจได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบราคาแล้ว สินค้าชนิดเดียวกันที่ขายบน JD.com จะมีราคาสูงกว่าการขายบน Alibaba เนื่องจาก JD.com มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง แต่ Alibaba ให้ร้านค้ารับผิดชอบการจัดเก็บ และขนส่งสินค้าและสนับสนุนการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้ขายด้วยกัน

จากจีนสู่ไทย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2017 JD.com ประกาศความร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป โดยร่วมกันลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และเทคโนโลยีด้านการเงิน ทั้งยังเป็นการขยายธุรกิจของ JD.com เข้าสู่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับ Alibaba ที่เข้ามาก่อนหน้าด้วยการลงทุนใน Lazada ครั้งแรกในปี 2016 และได้ประกาศเพิ่มการลงทุนอีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย. 2017

การขยับตัวของเบอร์หนึ่ง และเบอร์สองของอี-คอมเมิร์ซจากจีน นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนต่ออนาคตธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซครั้งใหญ่ในไทยเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดสำหรับคนในวงการธุรกิจค้าปลีก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างธุรกิจการขนส่ง และธุรกิจอื่นๆ ถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมรับมือและปรับตัวให้ทันครับ n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา