
รายงานความสามารถในการแข่งขันของ WEF
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลก จัดทำโดย WEF (World Economic Forum) ได้ออกมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานี้ แต่ดูจะไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก แม้จะมีการเขียนถึงเป็นลักษณะบทความบ้าง และถึงแม้จะมีเสียงขานรับกันบ้างในประเด็นการจัดอันดับการศึกษา รวมถึงมีประเด็นโต้แย้งต่อการจัดทำดรรชนีที่เรียกว่า GCI (Global Competition Index) ของ WEF อยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ดูจะได้รับความสนใจน้อยกว่ารายงานการแข่งขันของ IMD ที่ออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลก จัดทำโดย WEF (World Economic Forum) ได้ออกมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานี้ แต่ดูจะไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก แม้จะมีการเขียนถึงเป็นลักษณะบทความบ้าง และถึงแม้จะมีเสียงขานรับกันบ้างในประเด็นการจัดอันดับการศึกษา รวมถึงมีประเด็นโต้แย้งต่อการจัดทำดรรชนีที่เรียกว่า GCI (Global Competition Index) ของ WEF อยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ดูจะได้รับความสนใจน้อยกว่ารายงานการแข่งขันของ IMD ที่ออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน
สำหรับ WEF หรือ World Economic Forum นี้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีชื่อภาษาไทยปรากฏในวิกิพีเดียว่า สภาเศรษฐกิจโลก เนื่องจากได้ขยายการศึกษาวิจัยทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะครอบคลุมหลายประเทศในโลก จากเดิมที่ศึกษาเฉพาะประเทศในยุโรป และยังเป็นเวทีให้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนด้วย
คนไทยอาจจะพอได้ยินชื่อบ้างในเรื่องของการจัดประชุมประจำปีที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงนักวิชาการ ผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก โดยผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมต้องเป็นผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น รายงานของ WEF จึงเป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับโดยประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับรายงานของ IMD
ผู้เขียนจึงขอหยิบยกบางส่วนมาบอกเล่ากันแบบง่ายๆ เช่นเคย เพราะที่จริงการจัดทำรายงานของ WEF นั้น ทำมานานร่วม 30 ปีแล้ว ปัจจัยหรือข้อมูลที่นำมาใช้ทำดรรชนีก็มีความเหมือนกันอยู่หลายตัวกับ IMD ถึงแม้วิธีการจะต่างกันออกไปบ้าง กล่าวคือ WEF มีตัวเลขข้อมูลเพื่อพิจารณาจัดทำดรรชนีแบ่งเป็นเรื่องหลักใหญ่ (Pillar) 12 เรื่อง ได้แก่
1.กลุ่มที่หนึ่งคือ ข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ Institution, Infrastructures, Macro-Economic Environment, Health and Primary Education
2.กลุ่มที่สองคือ ตัวเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่ Higher Education and Training, Good Market Efficiency, Labour Market Efficiency, Financial Market Development, Technology Readiness, Market Size
3.กลุ่มที่สามคือ ปัจจัยด้านนวัตกรรมที่ซับซ้อน (Sophistication) ได้แก่ Business Sophistication และนวัตกรรม
โดยแบ่งประเทศออกเป็นกลุ่มต่างๆ คือ Factor-Driven, Efficiency Driven และ Innovation Driven และมีกลุ่มประเทศที่อาจอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เช่น จากกลุ่ม Factor Driven ไปสู่ Efficiency Driven และจาก Efficiency Driven ไปสู่กลุ่ม Innovation Driven ด้วย ทั้งนี้ มีประเทศที่นำมาพิจารณาในรายงานในปี 2017-2018 ทั้งหมด 137 ประเทศ และมีคะแนนที่ให้ตั้งแต่ 1-7 คะแนน
กรณีของประเทศไทยปีนี้อยู่ในอันดับที่ 32 ดีขึ้นจากปีที่แล้วสองอันดับ โดยมีคะแนนรวมดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเล็กน้อยคือจาก 4.64 เป็น 4.72 สิงคโปร์นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะยึดอยู่ที่อันดับต้นๆ มาหลายปีแล้ว คงต้องเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมากกว่า เช่น มาเลเซีย
ปีนี้ดีขึ้นสองอันดับเช่นกันคือจากอันดับที่ 25 มาเป็นอันดับที่ 23 ที่จริงนั้น มาเลเซียได้ตกลงมาค่อนข้างมากในปีก่อนหน้านี้คือ ปี 2015 อยู่อันดับที่ 18 แต่ในปีที่แล้วตกลงมาเป็นอันดับที่ 25 โดยมีคะแนนรวมตกลงมาเล็กน้อยจาก 5.17 เป็น 5.16 ส่วนฟิลิปปินส์ขึ้นมาหนึ่งอันดับ จากอันดับที่ 57 มาเป็น 56
โดยมีคะแนนรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยคือ จาก 4.31 เป็น 4.35 ส่วนเวียดนามยังอยู่ต่ำกว่าไทยมากและต่ำกว่าฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าคนในประเทศไทยจะหนาวๆ ร้อนๆ กับเวียดนามก็ตาม คือ อยู่ในอันดับที่ 55 ในปีนี้ ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ในปีที่แล้ว และขึ้นมาเป็นอันดับที่ 36 ในปีนี้ เรียกว่าถ้าอ่านจากดรรชนีของ WEF เวียดนามก็ยังไม่ถึงกับหายใจรดต้นคอไทย
อาจเป็นเพราะในเรื่องของขนาดของตลาดไทยจะอยู่ในอันดับค่อนข้างดีคือ 18 ขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 31 และถึงแม้จะไม่ได้ดูย่ำแย่มาก แต่ดรรชนีที่เกี่ยวกับตลาดและมีอันดับต่ำ คือ Market Efficiency ที่อยู่อันดับที่ 91 และ Business Sophistication ไทยอยู่ในอันดับที่ 42 ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 100 อย่างไรก็ตาม ไทยจะประมาทไม่ได้เพราะปีนี้เวียดนามขึ้นมาถึง 5 อันดับ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศได้รับการกล่าวถึงในรายงาน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสุขภาพและการศึกษาขั้นปฐมนั้น ไทยอยู่ในอันดับที่น่าตกใจมากคือ 90 ซึ่งที่จริงก็เป็นที่ทราบและกังวลกันอยู่แล้ว เรียกว่าสะท้อนถึงความเป็นจริงได้ดีมาก ส่วน Higher Education and Training และ Technology Readiness ไทยอยู่ในอันดับที่ 57 และ 61 ตามลำดับ คงจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และไม่เอาใจใส่กับการประเมินของ WEF ลำบาก นี่ยังไม่รวมเรื่องของ Institution ทั้งหมด ประกอบด้วยหลายเรื่องมาก เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไทยอยู่ในอันดับที่ 106 จาก 137 ประเทศ
ความไว้ใจของสาธารณชนต่อนักการเมือง อยู่อันดับที่ 102 ฯลฯ ขณะที่ปีนี้เรื่องของนวัตกรรม ไทยอยู่ในอันดับที่ไม่เลวนัก ทั้งเรื่องของ Business Sophistication และ Innovation คือ อันดับที่ 42 และ 50 ตามลำดับ แต่ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก ที่จริง WEF ได้สุรปไว้เป็นว่า สิ่งที่ท้าทายและปัญหา แต่ผู้เขียนขอไม่นำมากล่าวในที่นี้ เนื่องจากเห็นว่าทั้งผู้วางแผนวางกลยุทธ์ทั้งหลายน่าจะทราบดีอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มีการตั้งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปีขึ้นมาแล้ว ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น จึงหวังว่าจะไม่พลาด
ประเทศไทย 4.0 นั้น นำมาทั้งโอกาสและการท้าทายในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องรวดเร็ว WEF วิเคราะห์ไว้ว่า การปลุกเร้าให้เกิดนวัตกรรมจะเป็นตัวเร่งใหม่ให้เกิดการเติบโต (New Growth Engine) ซึ่งนวัตกรรมจะเกิดได้ประชาชนต้องมีการศึกษาที่ดีทั้งด้านพื้นฐาน และการศึกษาขั้นสูง ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยก็คงถูกเวียดนามแซงเหมือนที่ มาเลเซียแซงไทย







