
ทศบารมี
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิ" จากพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่านแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าเพราะพระราชจริยาวัตรทั้งหลายดำเนินไปตาม "ทศบารมี" (บารมี 10 ประการ) ดังนี้
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิ" จากพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่านแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าเพราะพระราชจริยาวัตรทั้งหลายดำเนินไปตาม "ทศบารมี" (บารมี 10 ประการ) ดังนี้
1.ทานบารมี ด้วยการพระราชทานกำเนิดมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ สงเคราะห์ด้านการศึกษาและป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ การสงเคราะห์ช่วยเหลือเป็นส่วนรวมแก่ประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อน
2.ศีลบารมี พระองค์ท่านมีพระราชจริยาวัตรที่พิเศษอีกประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปทำได้ยาก คือ ในคืนวันอุโบสถนั้น พระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด
3.เนกขัมมบารมี หมายถึงการออกบวช หรือความปลีกตัวปลีกใจจากกาม ในข้อนี้พระองค์ท่านไม่ได้ออกบวชทางกาย แต่การบวชทางใจที่เป็นการปลีกตัวปลีกใจทางกามในช่วงอุโบสถศีลย่อมถือเป็นบารมีข้อนี้เช่นกัน
4.ปัญญาบารมี เห็นได้ชัดเจนจากพระราชดำริในเรื่องต่างๆ เช่น โครงการพระราชดำริมูลนิธิชัยพัฒนา รวมทั้งพระอัจฉริยภาพเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร กีฬา ดนตรี จิตรกรรม หรือด้านโหราศาสตร์ และยังรวมไปถึงพระราชปฏิภาณไหวพริบที่น่าอัศจรรย์
5.วิริยบารมี บารมีนี้เห็นได้เด่นชัดจากพระราชจริยาวัตรของการออกไปช่วยเหลือแก้ไขทุกข์ร้อนของพสกนิกรที่ทรงทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังมิทรงหยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่น พระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" หรือแม้ในด้านพระศาสนา พระองค์ทรงทำสมาธิ เจริญสติทุกวัน และทรงอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ
6.ขันติบารมี คือ ความอดทน ข่มกาย และใจต่อความลำบาก ทั้งพระวรกายและพระทัยในการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน แม้จะเป็นที่ทุรกันดารห่างไกล ข้ามน้ำ ข้ามภูเขา ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อพระองค์ ในฐานะของความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งและสามารถปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่ยาวนานได้ขนาดนี้ ถ้าขาดซึ่ง "ขันติบารมี" แล้วยากที่จะทรงงานมาได้จนตราบเท่าทุกวันนี้
7.สัจจบารมี นับแต่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" นับถึงวันนี้ พระราชโองการนี้ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจของชาวไทยทั้งชาติว่าเป็นสัจจบารมีที่แท้จริง
8.อธิษฐานบารมี ความมุ่งมั่นในน้ำพระทัยที่ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการเป็นทั้งสัจจบารมีและอธิษฐานบารมี รวมทั้งน่าจะเป็นการมุ่งมั่นต่อพระราชปณิธานที่อธิษฐานบารมีเพื่อพระโพธิญาณในอนาคตกาล จึงได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ นานัปการ
9.เมตตาบารมี บารมีในข้อนี้มีมากล้นเกินพรรณนา ความทุ่มเท ความวิริยะ ความอุตสาหะ ที่ทรงกระทำเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 70 ปี ย่อมเกิดได้เพราะน้ำพระทัยเมตตาที่เปี่ยมล้นเท่านั้น
10.อุเบกขาบารมี โชคดีที่พสกนิกรอย่างเราได้รับรู้แง่มุมเกี่ยวกับอุเบกขาบารมีของพระองค์จาก พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตข้าราชบริพารผู้มีโชควาสนาได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทดังนี้
"พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าพระอนามัย หรือพระชนม์ชีพ แต่ความห่วงใยของฝ่าละอองธุลีพระบาทนั้นจะเรียกไม่ได้เป็นอันขาดว่าเป็นความทุกข์ พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเป็นทุกข์และไม่เคยเป็นทุกข์ เพราะทรงฝึกพระสติ ฝึกพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อมีวิกฤตการณ์จะทรงพิจารณาด้วยความเยือกเย็นและสุขุมคัมภีรภาพ แล้วจึงทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งที่ทรงเห็นว่าควรทำ และเมื่อทรงทำแล้วก็จะทรงถือว่าหน้าที่สำเร็จไปอีกครั้งหนึ่งอย่างหนึ่ง หากยังไม่จบสิ้น ก็จะทรงถือว่าเป็นหน้าที่อีกครั้งหนึ่งและทรงทำต่อ ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น หลักที่ทรงยึดถือและปฏิบัติอย่างมั่นคงและแน่วแน่คือ ไม่ทรงสนพระทัยว่าใครจะชมหรือใครจะตำหนิ เพราะทรงถือว่าทรงทำ 'หน้าที่เพื่อหน้าที่' แต่ไม่ได้หมายความว่าทำแล้วทิ้ง แต่จะทรงทบทวนไตร่ตรอง ถ้าหากทรงเห็นว่าที่ทรงทำไปแล้วนั้นยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ครั้งต่อไปก็จะทรงพยายามปรับปรุงแก้ไข"







