posttoday
เคทีซีสุดลำ ใช้สแกนม่านตา เจ้าแรกในอาเซียน

เคทีซีสุดลำ ใช้สแกนม่านตา เจ้าแรกในอาเซียน

09 ตุลาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ไม่เพียงธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่ มุ่งมั่นยกเครื่องระบบไอที และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในบริการทางการเงิน แต่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ก็พยายามเลือกเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับธุรกิจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพบริการลูกค้าด้วยเช่นกัน

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ไม่เพียงธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่ มุ่งมั่นยกเครื่องระบบไอที และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในบริการทางการเงิน แต่สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ก็พยายามเลือกเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับธุรกิจเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพบริการลูกค้าด้วยเช่นกัน

บริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ได้ยกเครื่องโมบายแอพพลิเคชั่น แท็ป เคทีซี (TapKTC) ใหม่ ชูนวัตกรรมยืนยันตัวตนด้วยอัตลักษณ์ หรือไบโอเมตริกส์ เป็นตัวนำ โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ ใช้งานง่าย มีความเสถียร และมีความปลอดภัย

ธศพงษ์ รังควร ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า เคทีซีได้นำเทคโนโลยีไบโอเมตริกส์ในการสแกนม่านตา มาใช้ยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานโมบายแอพพลิเคชั่นแท็ปเคทีซี เป็นสถาบันการเงินรายแรกและรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นที่ 3 ของโลกที่ใช้เทคโนโลยีนี้

ทั้งนี้ เทคโนโลยีการสแกนม่านตา เป็นความร่วมมือกับซัมซุงพันธมิตรรายใหญ่ เพื่อร่วมใช้บริการซัมซุงพาส (Samsung Pass) ที่มีอินฟราเรดสแกนม่านตา อยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่น เอส 8, เอส 8+ และโน้ต 8 ทำให้สมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่นนี้ สามารถใช้การสแกนม่านตาเข้าแอพพลิเคชั่นได้ทันที หรือถ้าต้องการล็อกอินแบบสแกนลายนิ้วมือ หรือ ใช้พิน ก็สามารถทำได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ กระบวนการยืนยันตัวตนมีความปลอดภัยมากกว่า โดยข้อมูลทางชีวภาพของสมาชิกจะถูกเก็บไว้ในคลาวด์ ในชื่อ FIDO (Fast Identity Online) ไม่ได้เก็บไว้ในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หากทำโทรศัพท์หายก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล

การเข้าล็อกอินใช้บริการแท็ป เคทีซีด้วยการสแกนม่านตากับบริการซัมซุงพาสนั้น ปัจจุบันได้อยู่ในการทดลองให้บริการแซนด์บ็อกซ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะครบกำหนด 3 เดือนในสิ้นปีนี้ จึงคาดว่าจะสามารถใช้งานได้จริงทั่วประเทศในเดือน ม.ค. 2561 นอกจากนี้ศึกษาแนวทางใหม่ๆ อย่างการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าหรือเสียง เป็นต้น

ที่น่าสนใจ คือ ธปท. ยอมรับให้ใช้เทคโนโลยีการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตนสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน (Financial Transaction) ได้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการสแกนม่านตาล็อกอินเพียงครั้งเดียว ขณะที่การยืนยันตัวตนแบบอื่น เช่น การใส่พิน หรือสแกนลายนิ้วมือนั้น เวลาจะทำธุรกรรมชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ต้องใส่พิน และรหัสผ่านครั้งเดียว (OTP) เพื่อยืนยันอีกครั้ง

ส่วนการยืนยันตัวตนแบบพินของแท็ปเคทีซีนั้น ได้ปรับปรุงให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยแป้นพิมพ์ไดนามิก จะสลับที่ตัวเลขทุกครั้ง รวมทั้งมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือให้เลือกอยู่ใกล้ๆ เพื่อความสะดวกมากขึ้น หรือในกรณีที่ไม่ต้องการใส่พิน

ธศพงษ์ กล่าวว่า ในเฟสต่อไปของการพัฒนาโมบายแอพ แท็ปเคทีซี จะนำฟีเจอร์คิวอาร์โค้ดบัตรเครดิตใส่เข้าไปด้วย ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาระบบในมาตรฐานคิวอาร์โค้ดบัตรเครดิตแล้ว และทดลองใช้เป็นการภายใน โดยมีพนักงาน 53 คน ร้านค้า 3 แห่งในย่านสุขุมวิท 33 โดยได้ยื่นขออนุญาต ธปท. เข้าแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งหวังว่าจะนำคิวอาร์โค้ดบัตรเครดิตเข้าทดลองในแซนด์บ็อกซ์ได้ในปีนี้

การปรับลุคใหม่ของโมบายแอพ แท็ปเคทีซี ครั้งนี้ เน้นตอบโจทย์ผู้ใช้และสมาชิกกว่า 3 ล้านบัญชี โดยเพิ่มฟีเจอร์ที่จำเป็นของสมาชิกที่ง่ายขึ้น ล็อกอินเข้าไปจะขึ้นบัตรเคทีซีทุกใบที่มีพร้อมกับยอดที่ใช้ไปและคะแนนสะสม ซึ่งเป็นข้อมูลหลักที่ลูกค้าอยากรู้ มีการแจ้งเตือนวันกำหนดชำระที่เลือกเองได้ ที่เป็นอานิสงส์ให้หนี้เสียหรือการชำระล่าช้าลดลงได้ พร้อมปรับอินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่าย ปิดช่องว่างปัญหา(เพนพอยต์) ของลูกค้า

เคทีซี ตั้งเป้าหมายให้แท็ปเคทีซีเป็นแอพพลิเคชั่นหลัก 1 ใน 16 แอพที่ลูกค้าเคทีซีต้องดาวน์โหลดติดไว้ในโทรศัพท์มือถือ ตั้งเป้ามีผู้ใช้งาน 2 ล้านราย ภายในสิ้นปี 2561 จากปัจจุบันมีผู้ใช้ 5-6 แสนราย และในระยะ ยาวต้องการให้ลูกค้าทั้ง 3 ล้านรายใช้ แอพพลิเคชั่นนี้

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา