
แก้รากวัฒนธรรมยาก เอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่จบ
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์เอกชนญี่ปุ่นเผชิญกับข่าวอื้อฉาวระลอกใหม่ เมื่อ "โกเบ สตีล" ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 จากญี่ปุ่นออกมายอมรับภายหลังมีการตรวจสอบภายในพบว่า บริษัทให้ข้อมูลสเปกอะลูมิเนียมและทองแดงไม่ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ โดยแม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 4% ของสินค้าทั้งหมดที่จำหน่ายระหว่างเดือน ก.ย. 2016-ส.ค. 2017 แต่ก็กระทบกับลูกค้ามากถึงราว 200 บริษัท ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนอุตสาหกรรม "เมดอินเจแปน" ของญี่ปุ่นอีกครั้ง
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เอกชนญี่ปุ่นเผชิญกับข่าวอื้อฉาวระลอกใหม่ เมื่อ "โกเบ สตีล" ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 จากญี่ปุ่นออกมายอมรับภายหลังมีการตรวจสอบภายในพบว่า บริษัทให้ข้อมูลสเปกอะลูมิเนียมและทองแดงไม่ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ โดยแม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 4% ของสินค้าทั้งหมดที่จำหน่ายระหว่างเดือน ก.ย. 2016-ส.ค. 2017 แต่ก็กระทบกับลูกค้ามากถึงราว 200 บริษัท ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนอุตสาหกรรม "เมดอินเจแปน" ของญี่ปุ่นอีกครั้ง
เพราะในบรรดาบริษัท 200 แห่งดังกล่าว มีบิ๊กเนมที่รู้จักกันดี เช่น โตโยต้า นิสสัน ฮอนด้า และซูบารุ ที่ต่างใช้สินค้าของโกเบ สตีล เป็นวัสดุ อาทิ ประตูและฝากระโปรงรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องยิงจรวดของมิตซูบิชิเฮฟวี่ และเครื่องยนต์ของเครื่องบิน ที่บริษัท ไอเอชไอ คอร์ป เป็นซัพพลายเออร์ให้กับโบอิ้ง และยังเป็นวัสดุส่วนหนึ่งของรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น ของบริษัท เจอาร์โทไค อีกด้วย
เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแรกที่เขย่าภาคเอกชนญี่ปุ่น เจ้าแห่งอุตสาหกรรมของเอเชียที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้าน "มาตรฐานสูง" โดยก่อนหน้านี้เหตุยังเกิดขึ้นใน เรื่องการปกปิดการขาดทุน และการตรวจสอบมาตรฐานค่ายรถที่ล้มเหลวด้วย ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถาม ต่อ "วัฒนธรรมในองค์กร" ของ ชาวญี่ปุ่นตามมา
หนึ่งในวัฒนธรรมที่ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์คือ "การมีบอร์ดบริหารที่เต็มไปด้วยชาวญี่ปุ่น" โดยหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมีบอร์ดที่ล้วนเติบโตมาในวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเชื่อและความคิดแบบเดียวกัน ทำให้ไม่มีใครกล้าแย้งยามที่เห็นว่าบริษัทกำลังเดินผิดทิศผิดทาง
ทั้งนี้ เรื่องฉาวในภาคเอกชนแดนปลาดิบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ญี่ปุ่นจะพยายามแก้ไขด้านบรรษัทภิบาล มานานหลายปี ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ นำเสนอนโยบายศรดอกที่ 3 ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนก็เป็นหนึ่งในนั้น ต่อเนื่องจากศรดอก ที่ 1 และ 2 ที่เป็นการใช้นโยบาย การเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในปี 2015 ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเปิดเผยหลักบรรษัทภิบาลเพื่อให้เอกชนปฏิบัติตามเพื่อเพิ่มความโปร่งใส 73 ข้อ โดยรวมไปถึงการให้คณะผู้บริหารต้องมีกรรมการคนนอกอย่างน้อย 2 คน และเปิดเผยข้อมูลของบริษัท เช่น ผลประกอบการเป็นภาษาอังกฤษ โดยจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว พบว่าบริษัทญี่ปุ่นเกือบ 20% ทำตามทั้ง 73 ข้อแล้ว ขณะที่อีก 65% ทำตามได้ 90%
"โตชิบา คอร์ป" ได้รับเสียงชื่นชมในการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัท โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นภายในเพื่อคอยตรวจสอบบัญชีภายใน และมีกรรมการอิสระ 4 คน ก่อนเสียงชื่นชมทั้งหมดจะอันตรธานหายไป เมื่อการปกปิดผลการขาดทุนนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 จากการเข้าไปลงทุนธุรกิจนิวเคลียร์ในสหรัฐแดงออกมาในปี 2015 และกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ นับตั้งแต่กรณี ในลักษณะเดียวกันของ "โอลิมปัส" เมื่อปี 2011
กรรมการอิสระของโตชิบาไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติดังกล่าว ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีภายในกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ทำให้ความพยายามในการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรของโตชิบาล้มเหลวไม่เป็นท่า และทำให้บริษัทต้องกล้ำกลืนขายธุรกิจผลิตชิปที่กำลังไปได้สวยให้กับกลุ่มทุนจากต่างชาติ
อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เป็นส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์แบบกรณีโตชิบาคือ "ความภักดีต่อองค์กร" และทำทุกอย่างเพื่อองค์กรจนนำไปสู่การปกปิดผลประกอบการติดลบ เนื่องจากเกรงว่าการเปิดเผยเป็นเรื่องขายหน้าและ จะทำให้หุ้นของบริษัทตกลงได้
"ในประเทศอื่นคุณอาจเห็นความล้มเหลวของบรรษัทภิบาลเกิดจากความโลภส่วนบุคคล ผลประโยชน์ส่วนตน หรืออะไรประมาณนั้น แต่สำหรับญี่ปุ่นเหตุผลพวกนั้นเป็นเรื่องที่หายากมาก ส่วนใหญ่เพราะผู้คนมักคิดว่าพวกเขากำลังทำเพื่อ ผลประโยชน์ของบริษัท ซึ่งเป็นความภักดีในทางที่ผิด" นิโคลัส บีนส์ หัวหน้าของคณะผู้อำนวยการสถาบันการฝึกฝนแห่งญี่ปุ่น องค์กรไม่แสวง ผลกำไรที่คอยให้คำแนะนำกับเอกชนญี่ปุ่น กล่าวกับเอเอฟพี เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
เอเอฟพียังรายงานอ้างบรรดา ผู้เชี่ยวชาญและแหล่งข่าวเป็นอดีต เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นด้วยว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นต้องเร่งสร้างตัวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก โดยพนักงานมักไม่ตั้งคำถาม และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับบริษัทอย่างสุดความสามารถตลอดชีวิต การทำงาน และยังยกให้เรื่องของ ชื่อเสียงบริษัทเป็นวาระสำคัญอันดับ 1 ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดการปกปิดข้อมูลบางอย่างขึ้น
"สิ่งที่พวกเขาทำเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำลงไปเพื่อบริษัท" อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวกับเอเอฟพี
เรื่องอื้อฉาวไม่ได้เกิดแค่กรณีการปกปิดผลประกอบการขาดทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการล้มเหลวในการตรวจสอบมาตรฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย โดยวิกฤตการณ์ "ถุงลมทากาตะ" เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งปัญหาถุงลมที่ทำงานผิดพลาดและมีเคสเกิดแรงระเบิดจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ 17 ยี่ห้อต้องเรียกคืนรถทั่วโลก 100 ล้านคัน และอีก 70 ล้านคันในสหรัฐ รวมถึงทำให้บริษัทต้องยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐและญี่ปุ่น เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กรณีล่าสุดยังเกิดขึ้นกับ "นิสสัน มอเตอร์" ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในญี่ปุ่น โดยนิสสันต้องเรียกคืนรถยนต์เกือบ 1.2 ล้านคัน หลังกระทรวงคมนาคมพบว่าบริษัทให้ ผู้ตรวจสอบที่ไม่ผ่านการรับรองจากกระทรวงมาตรวจคุณภาพและความปลอดภัยรถยนต์ และอาจจะมีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อปกปิดการ กระทำดังกล่าว ซึ่งนิสสันอาจต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บรถคืน เพื่อนำมาตรวจสอบใหม่ถึง 2.5 หมื่นล้านเยน (ราว 7,398 ล้านบาท)
การตรวจสอบมาตรฐานดังกล่าวเป็นประเด็นเดียวกับโกเบ สตีล ในขณะนี้ ส่วนก่อนหน้านี้ยังมีกรณี "ซูซูกิ มอเตอร์" ยอมรับว่าติดอุปกรณ์ที่บิดเบือนค่าการปล่อยมลพิษและการประหยัดพลังงานในรถยนต์ 2.1 ล้านคัน ตามหลัง "มิตซูบิชิ มอเตอร์" ที่ตกแต่งตัวเลขการประหยัดพลังงานให้มากกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นต้องเข้ามาตรวจสอบผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้าในญี่ปุ่น
กรณีล่าสุดของนิสสันทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องพิจารณาปรับปรุงการกำกับดูแลการลงทะเบียนรถยนต์ของผู้ผลิต โดยปัจจุบันรถยนต์ในญี่ปุ่นจะต้องผ่านการตรวจสอบกับผู้ตรวจที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลก่อนจะออกวิ่งบนถนนได้ ซึ่งรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศจะได้รับการตรวจสอบเมื่อประกอบเสร็จสิ้น ทำให้ตรวจสอบ ในขณะนั้นได้โดยไม่ต้องแยกตรวจสอบไปตามโรงงานผลิตชิ้นส่วน
เรื่องอื้อฉาวที่ยังคงวนเวียน อยู่ในอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ยากเพียงใด ยังไม่นับเรื่องการทำงานหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตที่ยังคงติดอยู่ในหลายองค์กรของญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นในยุคสมัยของอาเบะจะพยายามผลักดันการ แก้ปัญหา ท่ามกลางบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม n







