
ออมยามชรา วิกฤตที่ต้องรับมือ
กนกวรรณ บุญประเสริฐคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการออมของไทย พบว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการออมเบื้องต้นต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี อยู่ที่ประมาณ 26-30% มีความใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่ยังต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการออมของไทย พบว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการออมเบื้องต้นต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี อยู่ที่ประมาณ 26-30% มีความใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่ยังต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์
ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา การออมภาคครัวเรือนมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเกือบครึ่งหนึ่งของการออมโดยรวม แต่ในปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเริ่มลดลง โดยครัวเรือนที่ไม่มีการออมคิดเป็นประมาณ 33%
นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ที่เกษียณอายุในระบบประกันสังคม พบว่า มีอัตราทดแทนรายได้เฉลี่ย 19-20% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีหลักประกันรายได้ยามเกษียณอายุยังคง มีระดับรายได้ที่ไม่เพียงพอ และประชากรที่เป็นแรงงานกว่า 56% ยังไม่มีหลักประกันรายได้หลังเกษียณอายุ
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นน่าจะเป็นการส่งเสริมการออม เพื่อเพิ่มสัดส่วนการออมของประเทศให้เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายหรือโครงการต่างๆ เพื่อรับสังคมผู้สูงอายุ ให้ระดับการออมมีเพียงพอรองรับการเติบโตที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ
ประเด็นที่ว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะทำให้ภาครัฐมีการก่อหนี้สูงขึ้นในอนาคต นโยบายการเงินต้องปรับอะไรหรือไม่นั้น ปฏิเสธไม่ได้ที่ทุกประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนที่อยู่ในวัยทำงานต้องมีประสิทธิภาพดีขึ้น ต้องหารายได้ให้มากพอสำหรับการเลี้ยงดูผู้สูงอายุทั้งทางตรงและทางอ้อม
ฉะนั้น การเตรียมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต้องมี 2 มิติ คือ ในเชิงบุคคลก็ต้องมีเงินออมที่มากขึ้นสำหรับใช้ให้เพียงพอในการใช้ชีวิตหลังวัยทำงานและชีวิตที่จะยืนยาวขึ้น ถือเป็นเรื่องลำดับแรกที่ทุกคนต้องตระหนักเพื่อดูแลตัวเองให้ได้ ซึ่งต้องมีช่องทางหรือต้องมีระบบการออมระยะยาวที่เหมาะสม มีความรู้ มีทักษะในการบริหาร
ในเรื่องนี้บทบาทของ ธปท.ต้องดูแลให้แน่ใจว่ามีพัฒนาการของผลิตภัณฑ์ หรือมีแรงจูงใจที่เหมาะสมหรือไม่ คนมีความรู้ความเข้าใจทางการเงินหรือไม่ และเป็นเรื่องในลำดับแรก ที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล คือ ระบบประกันสังคม กองทุนการออม หรือกระทั่งออกกฎเกณฑ์ใหม่ ที่จะมาทำเรื่องการเก็บเงินระยะยาวให้เพียงพอ อย่างการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ สวัสดิการในการรักษาพยาบาล ให้เป็นระบบที่จูงใจให้คนดูแลตัวเอง เป็นเรื่องที่ประเทศต้องเตรียมพร้อม แต่ที่สุดแล้วคนไทยทุกคนก็ต้องเตรียมพร้อมและออม
ด้าน สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชีย บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะทำให้รัฐบาลไทยมีภาระรายจ่ายเพื่อการดูแลประชากรที่สูงวัยมากขึ้น มีโอกาสก่อหนี้ภาครัฐหรือหนี้สาธารณะสูงขึ้น รวมไปถึงทำให้ภาครัฐจะหาช่องทางเพิ่มรายได้หรือเก็บภาษีใหม่มากขึ้นหากเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะทำให้มีงบประมาณรองรับการเกษียณของคนในระยะต่อไป
ด้านการหารายได้ของรัฐจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะขึ้นภาษีแบบไหน ซึ่งภาษีที่นักเศรษฐศาสตร์อยากให้ขึ้นน่าจะเป็นภาษีบาป ภาษีทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจที่แท้จริง ภาษีบางตัวก็สามารถยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะการเก็บภาษีบางตัวนอกจากจะได้รายได้เพิ่มแล้วก็ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ด้วย
ด้านการก่อหนี้ภาครัฐเพื่อรับสังคมผู้สูงอายุจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้นถึงขั้นมีปัญหาหรือไม่นั้น มองว่าระดับหนี้ปัจจุบันยังเปิดช่องให้รัฐบาลก่อหนี้ได้อีกค่อนข้างมากจึงไม่น่าห่วง แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอน เพราะว่าหนี้สาธารณะต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าหนี้มากขึ้นแล้วเศรษฐกิจโตได้ดีก็ไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลได้เตรียมรับมือเรื่องนี้ โดยได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การดูแลสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งวางไว้หลายแนวทาง ตั้งแต่การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดโครงการสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ และการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี
ทั้งนี้ จะเห็นว่าหลายมาตรการที่เริ่มดำเนินการมายังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน อย่างเช่น กอช. ที่ยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ตามที่ตั้งไว้ 1 ล้านราย คาดว่าต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ใหม่ เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาออมให้ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงวัยเกษียณ
ขณะที่โครงการปล่อยสินเชื่อให้ ผู้สูงอายุโดยการเอาที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกัน คาดว่าธนาคารออมสิน เตรียมเปิดตัวโครงการเร็วๆ นี้ ซึ่งมี ผู้สูงอายุให้ความสนใจมาก แต่ยังมีเงื่อนไขที่ต้องปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต
จะเห็นว่าการปฏิรูประบบการออมต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ และต้องทำให้มีความครอบคลุมคนไทยทุกคน รวมถึงต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานนอกระบบที่ยังเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งหาทางหรือเตรียมหาช่องทางรองรับ เพราะคนกลุ่มนี้ซึ่งยังขาดหลักประกันรายได้หลังเกษียณ เพื่อให้มีระดับ รายได้หลังเกษียณที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็น อีกโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องหามาตรการออกมาในเร็ววันนี้ n







