posttoday
พระเจ้าอยู่หัวกับการเมืองไทย

พระเจ้าอยู่หัวกับการเมืองไทย

08 ตุลาคม 2560

The king rules but does not govern.

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

The king rules but does not govern.

ข้อความข้างต้นเป็นแนวคิดของปราชญ์ชาวยุโรปที่โต้เถียงกันถึงพระราชฐานะของพระมหากษัตริย์ในการเมืองการปกครองของยุโรปในช่วงที่มี "การเปลี่ยนผ่าน" จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบสาธารณรัฐในช่วงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา โดยที่สุดในบางประเทศสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยกเลิกไป แต่ในบางประเทศก็ยังคงอยู่โดยมีการเปลี่ยนพระราชฐานะจาก "ผู้ปกครอง" เป็นเพียง "ผู้ครองราชย์" คือเป็นกษัตริย์แต่ในพระนามโดยไร้พระราชอำนาจ

แนวคิดนี้ถูกเรียกในภาษาวิชาการรัฐศาสตร์ว่า "พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ" (Constitutional Monarchy) ซึ่งในบางประเทศที่ยุโรปก็ทรงเป็นแค่ "พลเมืองชั้นสูง" อย่างที่ฝรั่งใช้คำว่า Noble คือมีการถวายพระเกียรติยศแต่พอสมควร และไม่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองการปกครองใดๆ ทั้งสิ้น โดยที่ทรงใช้ชีวิตไม่ต่างกับพลเมืองทั่วไปของประเทศนั้น แต่ในบางประเทศก็มีบทบาทมากขึ้นมาหน่อย มีการยกย่องให้มีหน้าที่การงานทางสังคม ทำหน้าที่เกี่ยวกับสาธารณสงเคราะห์และกิจกรรมด้านการกุศลต่างๆ จนกระทั่งสูงสุดก็คือยังทรงเป็นประมุขของประเทศ แต่ก็ไม่มีพระราช อำนาจใดๆ แล้ว

ปัจจุบันในยุโรปน่าจะมีก็อังกฤษเพียงประเทศเดียวที่พระมหากษัตริย์แม้จะไม่มีพระราชอำนาจในทางการเมืองการปกครอง แต่ก็มีนัยที่ระบบรัฐสภาของอังกฤษยังต้องให้พระราชอำนาจบางอย่างไว้ในฐานะ "โบราณราชประเพณี" อย่างที่คนอังกฤษเรียกว่า "ศักดิ์ศรีของชาติ" คือยังยกย่องให้พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่คนทั้งหลายต้อง "เคารพเทิดทูน" เพื่อแสดงถึง "ความยิ่งใหญ่" ของชาติอังกฤษที่เจริญรุ่งเรืองมา ภายใต้พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตราธิราชหลายพระองค์มานับพันปีนั้น

ในระบบการศึกษาของไทย เราถูกสอนให้เรียนรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นมีฐานะเช่นเดียวกันกับของประเทศอังกฤษคือ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 พระมหากษัตริย์ของไทยไม่มีบทบาททางการเมืองการ ปกครองใดๆ แล้ว จะมีบ้างก็แค่ขึ้นอยู่กับรัฐสภาและรัฐบาลจะ "มอบหมาย" ให้ทำอะไรได้บ้าง เช่น การออกพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกาก็ทรงมีพระราชอำนาจแค่ลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ แม้กระทั่งบทบาทอื่นๆ เช่น เป็นประมุขของชาติ องค์ศาสนูปถัมภก หรือจอมทัพไทย ก็เป็นเพียง "บทบาทสมมติ" ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เท่านั้น

แต่มาถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากไม่ได้เชื่อถือตามแนวคิดข้างต้นนั้นแล้ว นั่นก็คือแนวคิดที่ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ "แต่ในพระนาม" อย่างสำนวนที่ปราชญ์ฝรั่งพยายามจะ "ยัดเยียด" ให้เชื่อข้างต้นนั้น เพราะเราทุกคนคงจะประจักษ์ชัดถึง "พระบรมเดชานุภาพ" ของพระมหากษัตริย์ไทย ที่แม้จะถูกจำกัด พระราชอำนาจโดยรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ผู้มีอำนาจคนใดๆ คณะใดๆ ก็ไม่ทางที่จะปิดกั้นการรับรู้ถึง "พระราชอำนาจโดยจิตวิญญาณ" ที่คนไทยได้รับจากพระมหากษัตริย์นั้นได้

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจโดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 (คำสัมภาษณ์ของพระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์) กล่าวว่าได้มีแกนนำในฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎรเสนอแนวคิดที่จะไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไปภายหลังการยึดอำนาจนั้น แต่ก็มีการประนีประนอมกันในตอนท้ายสุดว่า ยังคงให้มีไว้แต่ไม่ให้มีพระราชอำนาจใดๆ อีกต่อไป (โปรดอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่ 1 ในวันที่ยึดอำนาจนั้นแล้วจะทราบว่า มีการใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์อย่างรุนแรงเพียงใด อันแฝงนัยถึงการไม่เคารพหรือไม่อยากให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไปนั่นเอง เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรง "น้อยพระทัย" ถึงขั้นมีพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้ในหนังสือที่ทรงตอบรับจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ คือจะทรงลงพระปรมาภิไธยให้ แต่ขอให้มีการแสดงความรับผิดชอบต่อแถลงการณ์อันหยาบคายนั้นด้วย ที่สุดคณะราษฎรโดยผู้นำฝ่ายทหารก็ต้องบังคับให้ผู้นำฝ่ายพลเรือนที่เป็นผู้ร่างแถลงการณ์ดังกล่าวเข้ากราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ก่อนที่จะมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธ.ค. 2475 นั้น - รายละเอียดโปรดดูในหนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย)

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความพยายามที่จะลดบทบาทของพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองการปกครองโดยคณะราษฎรนั้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นที่ใช้แผนการแบบ "ตีวัวกระทบคราด" คือกล่าวหาพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่บางท่านว่าเป็นกบฏ ที่รวมถึงสมเด็จกรมขุนชัยนาทนเรนทรผู้ทรงเป็น "พระอภิบาล" ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 อยู่ด้วยผู้หนึ่ง ด้วยการกล่าวโทษแล้วส่งให้ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่ที่สุดก็ลดโทษลงมาเป็นจำคุกตลอดชีวิต แม้ว่าภายหลังจะได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนการเสด็จกลับของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ในปลายปี 2489 แต่สมเด็จฯ ก็ทรงติดคุกในสภาพที่ยากลำบากอยู่เกือบ 10 ปี

ต่อมาอีกเพียงครึ่งปีคือ วันที่ 9 มิ.ย. 2490 ก็เกิดกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ที่ยังเป็นที่ถกเถียงว่า "ใครทำ" ซึ่งก็มีคนเชื่ออยู่ไม่น้อยว่าก็น่าจะเป็นผู้ที่ไม่อยากให้มีพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองเหล่านั้นนั่นเอง แต่ภายหลังกรณีสวรรคตกลับยิ่งทำให้พระมหากษัตริย์มีพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้น และต้องไปเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองไทย "โดยตรง" อย่างที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ขออธิบายเรื่องนี้อีกสักนิดในสัปดาห์ หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา