posttoday
หุ้นไทยแตะ1,700จุด

หุ้นไทยแตะ1,700จุด

07 ตุลาคม 2560

หุ้นไทยแตะ 1,700 จุด ครั้งแรกแต่ไม่สามารถยืนได้ บล.ภัทร แนะให้ถือเงินสดเพิ่มลดลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์

หุ้นไทยแตะ 1,700 จุด ครั้งแรกแต่ไม่สามารถยืนได้ บล.ภัทร แนะให้ถือเงินสดเพิ่มลดลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 6 ต.ค.สามารถทะลุแนวต้านสำคัญ 1,700 จุด ขึ้นไปแตะที่ 1,701.12 จุด แต่ไม่สามารถยืนอยู่ได้ ปิดลดลงมาอยู่ที่ 1,695.97 จุด เพิ่มขึ้น 5.10 จุด หรือ 0.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 59,495.36 ล้านบาท

ดัชนีได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นโลกที่ขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.5% ทำจุดสูงสุดใหม่ หลัง สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติงบประมาณปี 2561 ปูทางพิจารณาร่างกฎหมายภาษี และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ แข็งแกร่ง และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้ เทียบ ดอกเบี้ยเฟดในตลาดฟิวเจอร์ส ให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 73% ในเดือน ธ.ค.นี้ ส่งผลดีต่อหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับขึ้นโดยทั่วกัน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดทั้งวัน โดยได้แรงซื้อจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ซึ่งกลุ่ม พลังงานดันดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) เพิ่มขึ้นได้

แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้าตลาดมีโอกาสผันผวนได้ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นการเริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในงวดไตรมาส 3/2560 โดยเริ่มที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะออกมาดีหรือไม่ ซึ่งจากการทำทบทวนของนักวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีทั้งดีขึ้นและลดลงคละกัน

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้อง ติดตาม คือ รายงานผลการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พร้อมกับติดตามเกี่ยวกับรายชื่อของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งความนิยมของนายเควิน วอร์ช มีค่อนข้างมาก เป็นบุคคลที่มีความคิดสุดโต่ง หากนายวอร์ชได้รับการคัดเลือกเป็นประธานเฟด คาดว่าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนที่อาจจะชะลอการไหลเข้า และมีผลต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง เพราะนโยบายของนายวอร์ชมีความต้องการให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ให้แนวต้าน 1,720 จุด และแนวรับ 1,670 จุด

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร แนะนำให้นักลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาวมากนัก จากความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย นอกจากนี้ ให้ลดน้ำหนักลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ลงเล็กน้อยรับผลดีจากการปรับขึ้นของราคา และเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดเพื่อเตรียมรับความผันผวน

บล.ภัทร ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปีนี้เป็น 1,700 จุด เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคมีแนวโน้มดีขึ้นและมีแรงผลักดันจากสภาพคล่องภายในประเทศ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นในดัชนี SET50/SET100 โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลดีจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับขึ้นมา เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มอาหาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มพาณิชย์

นอกจากนั้น คงให้น้ำหนักการลงทุนปกติ สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด สำหรับการลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคาร 4.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาส 2 โดยธนาคารกรุงไทย (KTB ) จะมีการเติบโต จากไตรมาส 2 ที่โดดเด่นที่สุดเพราะฐานกำไรไตรมาส 2 ต่ำมากจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงหากไม่รวม KTB กำไรของกลุ่มจะอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและลดลง 1% จากไตรมาส 2

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน