
ดอกเบี้ยต่ำ หุ้นสูง ลงทุนอะไรดี
ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าการหาผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
โดย ศิริพร สินาเจริญ, CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี
ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าการหาผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เริ่มที่จะไม่ง่ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่ามีนักลงทุนอีกหลายท่านที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ไม่รู้จะนำเงินไปลงทุนอะไรดีในช่วงสภาวะปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และไม่ต้องการลงทุนในหุ้นเพราะกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยจะพบว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. (R/P 14 วัน) ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ด้านผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น 1-3 เดือน ก็ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในส่วนของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะ 10 ปีของไทยก็อยู่ที่ 2.40% เท่านั้น อีกทั้งตัวเลือกทางการลงทุนตราสารหนี้ในประเทศมีตัวเลือกที่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ก็มีเพียง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ เงินฝาก ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้เอกชน ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน หากผู้ลงทุนต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ให้มากขึ้น
การพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่หลากหลายประเภทก็จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกการลงทุนที่กว้างขึ้น เช่น ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (Mortgage-Backed Securities: MBS) ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่ออาคารพาณิชย์ค้ำประกัน (Commercial Mortgage-Backed Securities : CMBS) หรือตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (Asset Backed Securities : ABS) เป็นต้น
ยกตัวอย่างตราสารหนี้ประเภท MBS ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศให้ความสนใจลงทุนกันมากพอสมควร เนื่องจากให้ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยในมุมมองของทาง PIMCO ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านการลงทุนด้านตราสารหนี้มาอย่างยาวนาน มีมุมมองว่าปัจจุบันภาคที่อยู่อาศัยของสหรัฐมีการปรับตัวฟื้นขึ้นมาอย่างมาก ราคาบ้านโดยเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 56.5% นับตั้งแต่วิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ในปี พ.ศ. 2551 (ที่มา S&P, Case Shiller Sub Index(seasonally adjusted) and PIMCO) โดยในบางรัฐก็มีราคาปรับเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น
เช่นที่ ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาบ้านโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมา 97.5% เป็นต้น ทำให้อัตราส่วน Loan to Value ลดลงจากอดีตที่ระดับ 140% ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 70% เท่านั้น
ด้าน PIMCO คาดว่าหากราคาบ้านในสหรัฐปรับเพิ่ม 4-8% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ตราสารหนี้ประเภท Non-agency MBS จะให้ผลตอบแทน 4% และในกรณีที่ราคาบ้านปรับลดลง 10% ตราสารหนี้ประเภทนี้จะยังให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2% จะเห็นได้ว่าการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีศักยภาพหลากหลายประเภททั่วโลกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูงจากการลงทุนในหุ้นและต้องการลงทุนในตราสารหนี้ โดยคาดหวังผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากและเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการลงทุนก็เป็นสิ่งสำคัญ เริ่มเห็นกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศได้มีการเตรียมปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกันบ้างแล้ว เนื่องจากในเดือน ต.ค.ทางธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มดำเนินการลดขนาดงบดุลหรือทำให้งบดุลเข้าสู่ระดับปกติ โดยเริ่มต้นจากการหยุดซื้อพันธบัตรเพื่อทดแทนพันธบัตรเดิมที่หมดอายุลง (Reinvest) ทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (MBS) รวม 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน และจะทยอยเพิ่มปริมาณการหยุด Reinvest จนกระทั่งลดงบดุลทั้งสิ้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน รวมทั้งส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ และอีก 3 ครั้งในปี พ.ศ. 2561
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง โดยสามารถรับความผันผวนจากการลงทุนในหุ้นได้บ้าง การลงทุนในกองทุนรวมประเภท Multi Asset เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลงทุนที่ผสมผสานระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่น เช่น สาธารณูปโภค สินเชื่อ ทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (ทรัสต์) เป็นต้น และยังสามารถลงทุนได้ทั่วโลกโดยแต่ละช่วงเวลาจะเน้นให้น้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคใดก็ขึ้นกับมุมมองของผู้จัดการกองทุน ปัจจุบันกองทุนประเภทนี้ได้รับความนิยมเพิ่มสูงมากขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้แต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ การลงทุนประเภท Multi Asset จะมีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้แต่ก็ผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น ดังนั้นการจัดสัดส่วนการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากพิจารณาจากสถิติที่ผ่านมาจะพบว่า 94% ของผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากการจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ในขณะที่การจับจังหวะลงทุนส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนโดยเฉลี่ยเพียง 2% เท่านั้น (ที่มา : Secrets of the Investment All-Stars เผยแพร่โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ 2558) นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังต้องพิจารณาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนควบคู่กันไปด้วย ซึ่งในปีนี้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาร่วม 7% ตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการคาดการณ์เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้นทำได้ค่อนข้างยากมาก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าปีนี้ค่าเงินดอลลาร์น่าจะแข็งค่าแต่กลับไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นถ้าผู้ลงทุนไม่อยากรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน การลงทุนกับกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ







