
ธุรกิจ...คิดนอกกรอบ
....ริต้า ทัพภมาน
ปัจจุบันหากพูดถึงธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนประชากรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ในแต่ละปีมีจำนวนผู้ประกอบการ SMEs เกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มี SMEs ที่ต้องล้มเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน
การประกอบธุรกิจในปัจจุบันนี้ ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว การมีนวัตกรรม (Innovation) หรือการคิดนอกกรอบ มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ก็ดูเหมือนว่าได้รับความสนใจและธุรกิจอาจจะอยู่รอดได้มากกว่าเสียด้วย
วันนี้ขอนำเอาเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ
“Innovative Vision” ของ ม.ล.ชัยวัฒน์ ชยางกูร ที่ผู้เขียนได้เคยอ่านและเห็นว่าน่าจะนำมาบอกกล่าวเล่าต่อ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจะคิดนอกกรอบว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร1.หาสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากที่สุด (Find the best thing that you want to do) ไม่ต้องเลือกอาชีพหรืองาน คือ อะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบมากที่สุด เช่น อาจอยากเป็นช่างภาพ อยากทำอาหาร อยากเปิดร้านขายของพื้นเมืองหรืออะไรก็ได้ที่มีความเสี่ยงน้อย แต่มีอนาคตถ้าทำสำเร็จ เป็นร้านอาหารก็มองเปิดแฟรนไชส์ในอนาคต คุณตัน ภาสกรนที อดีตเจ้าของธุรกิจโออิชิ เกิดมาก็ไม่ใช่พ่อครัว หรือทำธุรกิจอาหารมาก่อน แต่มีความคิดยาวไกลและทำเรื่องแบรนด์ (Brand) เก่งจนสำเร็จ
2.หาความรู้ใส่ตัวโดยด่วน (Learn Fast) หนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จในการเริ่มทำธุรกิจเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ที่ดีที่สุด ที่เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะรู้วิธีแล้ว ยังได้เห็นตัวอย่าง ได้กำลังใจจากคนอื่น และเห็นว่าเขาทำอะไรบ้าง ที่เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้เร็วและพัฒนาความคิดได้ดีที่สุด เช่นเดียวกับการเรียนกรณีศึกษาในมหาวิทยาลัย Harvard Business School มีหนังสือหลายเล่มทั้งของในและของนอก และของในคือสู้แล้วรวย อะไรประเภทนี้
3.คิดอย่างเจ้าของกิจการให้เป็น (Think like an Entrepreneur) ความคิดลูกจ้างเอาแต่จะได้ จะกลายมาเป็นนายจ้างเอาแต่จะให้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเคยแต่แบมือรับเงินเดือน มาในวันนี้ต้องจ่ายเงิน
ถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยคน ขอให้คิดว่าถ้ามีเขา ก็ไม่มีเรา ฉะนั้นคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เราได้เขาอาศัยพัฒนางานและช่วยกันเพิ่มลูกค้า รักษาความพึงพอใจให้ลูกค้า
ฉะนั้น คิดอย่างเจ้าของให้เป็น รู้จักรายรับ ก็รู้จักรายจ่าย ว่าเมื่อไหร่ควรจ่าย และพนักงานต้องได้รับการดูแลที่ดี เงินเดือน ผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับเวลาของเขา และตรวจสอบผลงานให้ได้ในมุมมองของเรา
4.เริ่มเล็กไปใหญ่ (Think Big start Small) การทำธุรกิจแบบยั่งยืน ต้องคิดให้ใหญ่ มองภาพอีก 3 ปีให้ได้ว่าอยากเห็นบริษัทเราเป็นอย่างไร อาจเริ่มจากที่เช่าเล็กๆ แต่เป็นอินเตอร์ เช่น โมบายออฟฟิศ แถวสีลม หรือออลซีซัน เป็นการแชร์ ออฟฟิศ แต่ถ้าเป็นธุรกิจเล็กพวกเป็นร้านอาหาร ร้านกิฟต์ช็อป ต้องเลือก Prime Location ที่ดี จะได้มีคนใช้บริการและ
“คนเห็น” ถือเป็นการโฆษณาอย่างหนึ่ง5.บริหารเงินให้เป็น (Cash Management) การบริหารเงินเป็นปัจจัยสำคัญของให้มีการจัดการที่โปร่งใส บริหารเงินให้มีเงินลงทุนพอสมควร ธุรกิจควรจะทำได้ 6 เดือน ถึง 1 ปี ในการจัดการที่ยังไม่กำไรนักแต่ให้ธุรกิจไปได้ และเริ่มมีลูกค้า จากนั้นถ้ามีกำไรให้เอากำไรมาลงทุนต่อ และต่อไปเรื่อยๆ ขนาดธุรกิจก็จะเจริญขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหรือบริการที่ชัดเจน ดำเนินกิจการมาแล้วหลายปี การดำเนินธุรกิจแบบคิดนอกกรอบเสียบ้าง ไม่ได้อยู่ในกรอบหรือกฎระเบียบตลอดเวลา ธุรกิจที่ว่าดีอยู่แล้ว ก็อาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก หรือเรียกอีกคำได้ว่า
“ดีเกินคาด” จนเราอาจตั้งตัวแทบไม่ทัน






