
Money never sleeps
....สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน...เห็นหัวข้อบทความของผมในสัปดาห์นี้แล้วต้องขอออกตัวก่อนว่าผมยังไม่มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ตั้งใจว่าหากมีโอกาสจะไปดูให้ได้ แต่สาเหตุที่ผมนำมาตั้งเป็นชื่อบทความในสัปดาห์นี้เพราะเห็นว่า
“Money never sleeps” เป็นคำพูดที่สามารถสะท้อนให้เห็นภาพของสถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศมาในเอเชียในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนไม่สามารถยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำในสหรัฐและยุโรปได้ แต่ในทางกลับกันเงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชียก็กำลังสร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออกที่ยังคงไม่มีทางออกที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรส่วนในสัปดาห์นี้ผมจะนำเสนอความเห็นต่อทิศทางเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องมาแล้วหลายสัปดาห์ โดยในสัปดาห์นี้ประเด็นใหม่ คือ ความเห็นของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเพิ่งประชุมไปล่าสุดวันที่ 21 ก.ย. 2553 ซึ่งสรุปได้ว่า
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการจ้างงานชะลอตัวลงนับจากการประชุมเดือน ส.ค. การใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงมีข้อจำกัดจากการว่างงาน และอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ยังไม่มาก ความมั่งคั่งลดลงจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง และความตึงตัวในตลาดสินเชื่อ
การใช้จ่ายของภาคธุรกิจในเครื่องมือและอุปกรณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ช้ากว่าช่วงต้นปี 2553 ส่วนการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยยังคงอ่อนแอ
มุมมองด้านเงินเฟ้อเป็นที่น่าสนใจมาก คือ ธนาคารกลางสหรัฐประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในระดับปัจจุบันต่ำกว่าเป้าหมายของทางการ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องแก้ไขเช่นกัน
รวมแล้วสามารถตีความได้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเปราะบาง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐยังคงจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ (00.25%) ต่อไปอีกสักระยะ (Extended Period) รวมถึงยืนยันนโยบายในการนำเงินต้นที่ครบกำหนดชำระของลูกหนี้อสังหาริมทรัพย์มาลงทุนต่อ (Reinvesting) ในตลาดพันธบัตร แต่ที่เป็นประเด็นร้อนแรงคือ ธนาคารสหรัฐประกาศพร้อมที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีกหากมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินตีความว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจจะเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกจากที่ซื้อไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทางการเงินเรียกว่า Quantitative Easing หรือ QE
ผมประเมินว่าความเห็นของธนาคารกลางสหรัฐมีผลกระทบอย่างชัดเจน 4 เรื่อง คือ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องหากธนาคารกลางสหรัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบจริงๆ โดยล่าสุด Dollar Index ลดลงต่ำกว่า 80 จุด ถือว่าต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ทั้งนี้ การอัดฉีดเงินเข้าระบบของธนาคารกลางสหรัฐถือเป็นการเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐตามหลักอุปสงค์อุปทานของเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่ว่าของที่มีปริมาณมากขึ้นจะกระทบให้ราคาลดลง โดยหากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าในระยะยาว Dollar Index มีโอกาสลดลงไปที่ระดับต่ำที่เคยทำไว้ที่ 74 จุด และ 72 จุด ตามลำดับ
อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมีโอกาสที่จะคงในระดับต่ำยาวนานกว่าที่คาด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องการ ซึ่งถือว่าทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องเงินฝืด (Deflation)
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นไปอย่างช้าๆ จากการจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นตัวและมีโอกาสกระทบต่อการส่งออกของเอเชียในปี 2554 หลังจากจบสิ้นรอบของการสะสมสินค้าคงคลัง
เงินทุนต่างประเทศมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเงินระยะสั้นของสหรัฐซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำมาก โดยผมสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในปี 2553 จะมีเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ประกอบกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวส่งผลบวกต่อราคาทองคำอย่างมาก เนื่องจากทองคำถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และราคามีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้นต่อไปจนกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเปลี่ยนแนวโน้ม
ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนทราบดีว่าธนาคารกลางสหรัฐจะต้องเข้ามาซื้อพันธบัตรเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลที่ยังคงต้องพึ่งพาเงินกู้จากการออกพันธบัตร รวมถึงภาคเอกชนและผู้กู้เงินที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผูกติดกับตลาดพันธบัตรสหรัฐ
การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐมีแนวโน้มลดลงหรือแม้กระทั่งอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกนาน ส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรในเอเชีย ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำกำไรจากค่าเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นอีกด้วย
ราคาหุ้นก็เช่นเดียวกันกับราคาพันธบัตร แต่ความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากราคาหุ้นยังคงต้องขึ้นกับเศรษฐกิจและผลประกอบการ ดังนั้นเราจึงยังคงเห็นตลาดหุ้นมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่โดยรวมตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ในขณะที่แนวโน้มเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยยังคงมีต่อเนื่อง โดยล่าสุดนักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าซื้อสุทธิแล้ว 30,260 ล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท
กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น
ผมแนะนำให้ถือหุ้นพื้นฐานดีต่อไป ในกลุ่มธนาคาร และพลังงาน โดยแนะนำซื้อเพิ่มในจังหวะที่ตลาดฯ มีการปรับฐาน บนสมมติฐานว่าไม่มีปัจจัยลบใหม่ โดยสิ่งที่ผมยังคงกังวล คือ การออกมาตรการป้องกันการแข็งค่าของเงินในเอเชีย สำหรับนักลงทุนที่อนุรักษนิยม ในขณะนี้ผมเห็นว่าเป็นโอกาสของการซื้อหุ้นที่ยังคงมี Dividend Yield สูงกว่า 6% เช่น KK TISCO TICON TTW ROJANA QH LH AP ทั้งนี้ผมคาดหวังว่าตลาดฯ จะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องเงินปันผลมากขึ้น ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน Dividend Yield ของตลาดฯ กำลังลดลงต่อเนื่องต่ำกว่า 3.5% แล้วหลังจากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยต้องไม่ลืมว่าเงินปันผลเป็นสิ่งที่นักลงทุนสามารถจับต้องได้จริงๆ
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ







