posttoday
บทบาทของการลงทุน

บทบาทของการลงทุน

28 กันยายน 2553

....จิตรา อมรธรรม

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้เข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จัดขึ้นเป็นประจำประมาณเดือน ก.ย.ของทุกปี เป็นผลงานทางวิชาการดีๆ ที่ดิฉันไม่ยอมพลาด หัวข้อที่ผู้วิจัยเลือกมาทำการวิจัยในแต่ละครั้งล้วนแต่ทันสมัย “อินเทรนด์” เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ได้พอดี สำหรับปีนี้ก็เช่นกัน มีสองหัวข้อที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากและสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีหน้าได้คือ “โลกาภิวัตน์ใหม่ : โอกาสและความเสี่ยงของไทยในทศวรรษหน้า” และ “สู่วัฏจักรใหม่ของเศรษฐกิจไทย : แนวทางพลิกฟื้นการลงทุน” ซึ่งจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ค่ะ

ในหัวข้อแรก บทวิจัยได้นำเสนอถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม G4 (สหรัฐ ประเทศกลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น และอังกฤษ) มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียจะกลายเป็นหัวจักรใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เพราะแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ปัจจัยดังกล่าวย่อมมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลก โดยที่บทวิจัยระบุว่าเงินทุนไหลเข้ามายังเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของกลุ่ม G4 จะยังสูง แต่ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (SafeHeaven Assets) ที่ยังไม่มีสินทรัพย์อื่นทดแทนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือกระแสเงินทุนในโลกจะหลั่งไหลเข้ามาในเอเชียก็จริง แต่จะมีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น เพราะพร้อมที่จะไหลกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้วทันทีที่นักลงทุนเกิดความกลัวในเรื่องอะไรก็ตาม บทวิจัยดังกล่าวน่าจะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า SET Index ในปีหน้าที่ทั้ง บล.ฟินันเซีย ไซรัส และสถาบันวิจัยอื่นตั้งเป้าไว้ที่ระดับกว่า 1,000 จุด ไม่ใช่เรื่องยากเลย ประกอบกับเมื่อพิจารณาจาก Fund Flow ในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ Laggard กว่าเพื่อนบ้านมาก โดยต่างชาติซื้อสุทธิในหุ้นไทยเพียง 980 ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าตลาดอินโดนีเซียกว่า 2 เท่า น้อยกว่าตลาดไต้หวันเกือบ 3 เท่า และน้อยกว่าตลาดเกาหลีถึง 10 เท่า

สำหรับกลุ่มที่จะผลักดันให้ดัชนีขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,000 จุดได้นั้น นักลงทุนหลายท่านอาจยังติดภาพว่าต้องอาศัยกลุ่มพลังงานและแบงก์เท่านั้น เพราะมีมูลค่าตลาดรวมกันถึง 47% ของมูลค่าตลาดรวม ดิฉันเห็นด้วยกับกลุ่มแบงก์ แต่สำหรับกลุ่มพลังงาน ขอเลือกเพียง 2 ตัวที่มีกำไรโดดเด่นในปีหน้าคือ BANPU และ PTTEP ส่วนตัวอื่นขอดูเป็นจังหวะไป แต่มีอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจ และเมื่อได้ฟังบทวิจัยในงานสัมมนาเรื่อง “สู่วัฏจักรใหม่ของเศรษฐกิจไทย : แนวทางพลิกฟื้นการลงทุน” ก็ยิ่งสนับสนุนความมั่นใจของตัวเอง ในบทวิจัยดังกล่าวได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ภาคการลงทุนในประเทศ” ที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต ปัจจุบันที่การลงทุนต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 20.8% ต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเชีย และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย (ปี 25332539) ที่อยู่ที่ 40.8% ส่วนที่หดหายไปคือการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในด้านการก่อสร้าง ทีมวิจัยได้สรุปในตอนหนึ่งว่า “ในช่วง 56 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องมีอัตราการขยายตัวของการลงทุนเฉลี่ย 10.312.7% ต่อปี เพื่อยกระดับ Potential Growth กลับไปที่ระดับ 56%” หากเป็นเช่นนั้น ดิฉันเห็นว่ามูลค่าการลงทุนเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP น่าจะค่อยๆ ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ได้

ในปี 2539 ที่สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP สูงที่สุด 42.5% ดัชนีกลุ่ม Property อยู่ที่ระดับ 8001,000 จุด คิดเป็น 1015% ของดัชนีกลุ่ม Energy และอยู่ในระดับสูงกว่าดัชนีปัจจุบัน 56 เท่า ในขณะที่ปัจจุบันดัชนีกลุ่ม Property อยู่ที่ระดับเพียง 150160 จุด คิดเป็นไม่ถึง 1% ของดัชนีกลุ่ม Energy แต่ในเมื่อมูลค่าการลงทุนต่อ GDP กำลังจะขยับเพิ่มขึ้น น่าจะทำให้กลุ่ม Property (รับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย และนิคมอุตสาหกรรม) รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่น่าสนใจเป็นลำดับต้นๆ สำหรับการลงทุนในปีหน้า และมีแนวโน้มที่กลุ่มนี้จะถูก rerate มูลค่าที่เหมาะสมขึ้นไปอีกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI