
‘โนเบลไพรซ์’ กับปมล้างเผ่าพันธ์ุในยะไข่
ไพรัช วรปาณิ & กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ"มาร์กาเร็ต ฮิลดา แทตเชอร์" (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรี หญิงเหล็กแห่งสหราชอาณาจักร เคยกล่าวไว้ว่า "Where there is discord, may we bring harmony, where there is error, may we bring truth. Where there is doubt, may we bring faith, and where is despair, may we bring hope."
ไพรัช วรปาณิ & กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ
"มาร์กาเร็ต ฮิลดา แทตเชอร์" (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรี หญิงเหล็กแห่งสหราชอาณาจักร เคยกล่าวไว้ว่า "Where there is discord, may we bring harmony, where there is error, may we bring truth. Where there is doubt, may we bring faith, and where is despair, may we bring hope."
"ที่ไหนมีความขัดแย้ง ขอให้เราใช้ความปรองดอง ที่ไหนมีความผิดพลาด ขอให้เราใช้ความจริง ที่ไหนมีความคลางแคลง ขอให้เราใช้ความเชื่อมั่นที่ไหนมีความสิ้นหวัง ขอให้เราใช้ความหวัง"
ปรากฏการณ์วิกฤตในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ทำให้กลุ่มประเทศนิยมเสรีประชาธิปไตยในตะวันตก ต่างมอง "อองซานซูจี" ผู้ซึ่งเคยได้รับการยกย่องในฐานะเป็นบุคคลที่ได้รับรางวัลสันติภาพ "โนเบลไพรซ์" อันโด่งดัง ต้องเสียเครดิตและความน่าเชื่อถือไปมากโขทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะซูจีนอกจากมิได้แสดงท่าทีการขัดขวางหรือยับยั้งอำนาจทหารในการใช้วิธีโหดเหี้ยมในการกวาดล้าง จนกลายเป็นสงครามเชื้อชาติ-ศาสนา ระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม และมีท่าทีให้ท้ายร่วมมือกับกองทัพทหารเมียนมาใช้กำลังขับไล่ชาวโรฮีนจาครั้งใหญ่ พร้อมกับการกล่าวประณามฝ่ายตรงข้ามว่า ช่วยติดปีกให้แก่กองกำลังก่อการร้าย โดยยืนยันว่าชาวโรฮีนจาเป็นชนเผ่าเชื้อสายบังกลาเทศที่เข้ามาเมียนมาอย่างผิดกฎหมาย จึงต้องผลักดันให้พ้นจากประเทศอย่างไม่ปรานี
เหตุนี้จึงกลายเป็นประเด็นทำให้สื่อชาติตะวันตก ซึ่งเน้นในเรื่องของสิทธิมนุษยชนพากันรุมกระหน่ำซูจีอย่างดุเดือด และแสดงความผิดหวังต่อเธออย่างเห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์ประชาชนชาวประเทศแคนาดา ร่วมลงชื่อเสนอให้รัฐบาลแคนาดาเรียกคืนเกียรติศักดิ์... "ประชาชนอันทรงเกียรติของประเทศแคนาดา" คืนชนิดไร้ญาติขาดมิตรเอาเลย พร้อมกับเสนอข้อเรียกร้องถึงขั้นให้ยึดคืนรางวัล "โนเบลไพรซ์"อย่างรุนแรงต่อเนื่อง ยิ่งขึ้นทุกขณะ... น่าตกใจ!
สำหรับซูจีนั้น ผู้เขียนมองว่า ย่อมตระหนักแก่ใจตนเองดีว่าบัลลังก์อำนาจของเธอได้มาจากการสนับสนุนของมวลชนในเมียนมา หาใช่มาจากการอุ้มชูของประเทศฝ่ายตะวันตกแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น เธอจึงจำต้องเลือกที่จะแก้ปัญหาในแนวที่สอดคล้องกับทหาร ด้วยท่าทีเมินเฉยต่อความกดดันจากต่างชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวจะเกิดผลลบหรือบวกต่ออนาคตทางการเมืองของนางอย่างไร? ก็คงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ซูจีได้อำนาจการบริหารประเทศล่าสุดมาจากประชาชนผู้ใช้สิทธิกาบัตรให้เธอชนะการเลือกตั้งจนได้เป็นผู้นำ เธอจึงต้องยืนหยัดหลักคิดว่าชนชาติโรฮีนจา มุสลิมเป็นกลุ่มชนต่างเผ่าที่เข้ามาในเมียนมาโดยผิดกฎหมายอย่างหนักแน่น
ในทางกลับกัน ถ้าหากซูจีอ่อนตาม คำเรียกร้องชาติตะวันตก ย่อมยังผลให้เธอกลายเป็นศัตรูประชาชนเมียนมาโดยปริยาย...ทางเลือกของเธอคือ ทำอย่างไร? ให้สอดคล้องกับความเห็นของ "ชาวพุทธ" ส่วนใหญ่ในเมียนมาที่สนับสนุนเธอ ซึ่งมองว่า "โรฮีนจา" คือตัวปัญหาในการ ก่อความเดือดร้อนให้แก่เมียนมา มี ทางเดียวต้องขจัดออกไปโดยเร็วที่สุด
พิจารณาจากคำปรารภทางทีวีทั่วประเทศเกี่ยวกับประเด็นปัญหาโรฮีนจา เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเธอเน้นให้เห็นว่าปัญหาโรฮีนจา มุสลิม ที่อพยพไปบังกลาเทศจนล้มตายเป็นจำนวนมากนั้นเป็นปัญหาหนักอก และน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาล ในการหาทางออกที่ดี และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับต่างชาติในการตรวจสอบ และยืนยันว่าได้พยายามแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ซูจียังได้แสดงท่าทีพร้อมจะเชิญชวนผู้สังเกตการณ์ชาวต่างประเทศที่รักความยุติธรรมเดินทางเข้าศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงในเมียนมาให้รู้ปัญหาแน่ชัดเสียที
ส่วนเจ้าหน้าที่สหประชาชาติได้เสนอข้อแม้ว่า พวกเขาจักต้องมีอิสระในการตรวจสอบปัญหาโรฮีนจาในรัฐ ยะไข่โดยปราศจากข้อแม้ใดๆ ซึ่งปรากฏว่าถูกรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธ ข้อเรียกร้องดังกล่าวในที่สุด
วิกฤตการณ์ในยะไข่อุบัติขึ้นตั้งแต่ 25 เดือน ส.ค.ศกนี้เป็นต้นมา ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องอพยพหนีภัยไปบังกลาเทศถึง 4 แสนคน เป็นประเด็นให้สื่อใน ต่างประเทศประณามกองกำลังทหาร เมียนมาว่า กระทำการกวาดล้างชน ต่างเผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ในขณะเดียวกันฝ่ายทหารก็ได้ออกมาตอบโต้ว่า "โรฮีนจา" นั่นแหละเป็นต้นเหตุแห่งความเลวร้าย รุนแรง!
กระแสสื่อสารมวลชนในต่างประเทศโจมตีซูจีว่า การแก้ปัญหาใน ยะไข่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงมีการเรียกร้องให้สหประชาชาติเพิ่มมาตรการกดดันอองซานซูจี ซึ่งดำเนินนโยบายสนองตอบต่อกองทัพมากเกินไป จนกลายเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ซูจีจำต้องยกเลิกการไปร่วมประชุมใหญ่ในองค์การสหประชาชาติอย่างน่าเสียดาย
ว่าไปก็น่าเห็นใจซูจี เพราะเป็นปัญหาอันซับซ้อน เกี่ยวโยงทั้งปัญหา เชื้อชาติเผ่าพันธ์ุและศาสนาอันละเอียดอ่อน ซ้ำยังมีเงื่อนไข-ผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย จึงทำให้อำนาจของซูจี ไม่อาจขยายไปถึงกองทัพได้อย่างเต็มรูปแบบ ในการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ว่าซูจีเคยแสดงความเด็ดเดี่ยวในบางขณะว่า ไม่มีความจำเป็นที่สหประชาชาติต้องส่งคนเข้ามาพิสูจน์ความจริงอะไร?
เหตุนี้เองทำให้กลุ่มชาติตะวันตก ผู้เน้นในเรื่องลัทธิสิทธิมนุษยชนไม่พอใจเป็นอันมาก ต่างมองว่าอองซานซูจี ผู้ที่ชาวตะวันตกพยายามอุ้มชู ส่งเสริม ฟูมฟัก จนได้รับรางวัลสันติภาพ "โนเบลไพรซ์" อันทรงเกียรตินั้น กลับใช้วิธีแก้ปัญหา "โรฮีนจา" แบบ "เลือดเย็น" ขัดกับหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนสิ้นเชิง!
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า ท่ามกลางปัญหาอันหนักหน่วงเช่นนี้ ซูจียังมีความจำเป็นต้องดำเนินตามแนวทางของกองทัพเมียนมาอย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยง เพราะพลเอกอาวุโสมิ่นอองไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน ยังทรงอำนาจอยู่อย่างมั่นคง โดยเฉพาะกับประเด็นปัญหาวิกฤตโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ทหารไม่ยอมอ่อนข้อแน่ ซูจีจึงต้องจำยอมให้ถูกตำหนิว่าไม่จริงใจและขาดความเฉียบขาดในการแก้ปัญหา
ดังนั้น จึงต้องติดตามต่อไปว่า อองซานซูจีจะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตในรัฐยะไข่ ซึ่งมีทั้งประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาและอำนาจทางกองทัพ ท่ามกลางความกดดันอย่างหนักหน่วงจากสหประชาชาติให้สมกับศักดิ์ศรีเจ้าของ "โนเบลไพรซ์"
สาขาสันติภาพได้อย่างไร?... อย่ากะพริบตา n







