
สหรัฐกดดันคู่ค้า รับสินค้า‘เมดอินUSA’
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์"ความสัมพันธ์ทางการค้าของพวกเรามีความสำคัญมากขึ้น และไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่จะทำการค้าด้วย ผมคิดว่าเราควรจะขายสินค้าเราให้คุณมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้" ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวระหว่างพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย 1 ใน 16 ชาติที่สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างหนักด้วย
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
"ความสัมพันธ์ทางการค้าของพวกเรามีความสำคัญมากขึ้น และไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่จะทำการค้าด้วย ผมคิดว่าเราควรจะขายสินค้าเราให้คุณมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้" ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวระหว่างพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย 1 ใน 16 ชาติที่สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างหนักด้วย
ตั้งแต่ทรัมป์รับตำแหน่งผู้นำประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก สหรัฐเดินหน้ากดดันคู่ค้าเพื่อขอเจรจาส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้ามากขึ้น หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างหนักมากกว่า 7.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24 ล้านล้านบาท) ไม่ว่าจะเป็นการสอบคู่ค้าทั้ง 16 ชาติ เพื่อหาสาเหตุการขาดดุล หรือสั่งสอบในด้านความมั่นคงและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากับผลิตภัณฑ์บางประเภทของคู่ค้า
เวลาผ่านล่วงเลยมาจนเข้าไตรมาสสุดท้ายของปี การขาดดุลการค้าของสหรัฐยังคงไม่ลดลงและขยายกว้างขึ้น โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2017 สหรัฐขาดดุลทั้งหมด 3.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเผชิญกับการล็อบบี้อย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าสินค้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนแย้งทรัมป์ว่า การขาดดุลการค้าไม่ได้เป็นปัจจัยถ่วงเศรษฐกิจสหรัฐที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค
ทว่า สำหรับทรัมป์ที่ยึดติดกับตัวเลขการขาดดุล เนื่องจากเห็นว่าสินค้านำเข้าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในสหรัฐต้องปิดตัวลง เนื่องจากปัญหาต้นทุนสูงจนยากจะแข่งขัน รัฐบาลทรัมป์จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการกดดันคู่ค้ามากขึ้น เพื่อให้เปิดรับสินค้าและลดการขาดดุล
"สินค้าเกษตร" และ "รถยนต์" จึงเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่รัฐบาลทรัมป์พยายามผลักดัน
แม้หากนับในภาคสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียว สหรัฐจะส่งออกมากกว่านำเข้าอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.43 แสนล้านบาท) ในปี 2015 แต่กลับน้อยลงกว่าปี 2014 ถึงเท่าตัว แต่มูลค่าการส่งออกกลับร่วงลงอย่างรุนแรงจาก 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เหลือ 1.33 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.3 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 เนื่องจากค่าเงินแข็งและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ระหว่างปี 2000-2015
สินค้าเกษตรเป็นประเด็นอ่อนไหวของหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่รัฐบาลต้องปกป้องไว้ เพราะยากจะแข่งขันกับสินค้านอกประเทศ และญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่พยายามอย่างหนักในการปกป้องภาคเกษตร สังเกตได้จากการเจรจาความร่วมมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ผ่านมา ที่ญี่ปุ่นยอมเปิดตลาดเกษตรเพียงแค่ 30% เท่านั้น จากเดิมที่สหรัฐพยายามผลักดันให้ถึง 95% ในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา
เมื่อสหรัฐเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งคำร้องไปยังองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ญี่ปุ่นลดการกำกับดูแลและลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและรถยนต์ให้มากขึ้น ขณะที่ยังหาทางลดการขาดดุลกับคู่ค้าอีก 16 ชาติที่เหลือ ซึ่งรวมถึงจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา และไทย เช่น การสั่งสอบสาเหตุการขาดดุลและการขอเจรจาแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรี
อย่างไรก็ตาม แต่ละชาติจึงไม่ยอมให้สหรัฐกดดันเพียงฝ่ายเดียว และพยายามเจรจาการค้าให้ "ลงตัว" มากที่สุด
ประเดิมด้วยญี่ปุ่นปฏิเสธไม่ได้กีดกันการค้ารถยนต์ในตลาดญี่ปุ่น และไม่มีการตั้งภาษีพิเศษกับรถยนต์สหรัฐ ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าญี่ปุ่นไม่ต้องการนำประเด็นสินค้าเกษตรขึ้นมาพูดคุยในการเจรจาการค้า และจะนำเสนอการลงทุนทางรถไฟและพลังงานมาพูดคุยกับสหรัฐแทน
ต่อด้วยจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สหรัฐกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ก่อน ทรัมป์รับตำแหน่งเสียอีก โดยจีนส่งออกไปยังสหรัฐมากกว่านำเข้ามาที่สุดในบรรดา 16 ชาติ หรือคิดเป็น 3.47 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 โดยจีนตกลงในยุทธศาสตร์แผน 100 วัน เพื่อลดการขาดดุลการของสหรัฐ ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวจีนยอมนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐ หลังแบนมาเป็นเวลา 14 ปี ตั้งแต่การระเบิดของโรควัวบ้าในปี 2003 แลกกับการให้สหรัฐยอมรับ ไก่ปรุงรสจากจีนเข้ามาขาย
แต่สหรัฐยังไม่ลดละความพยายามในการกดดันประเทศคู่ค้า โดยใช้ความตกลงการค้าเสรีเข้าต่อรองกับเกาหลีใต้ และประเทศสมาชิกความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) คือ แคนาดาและเม็กซิโก เพื่อให้ข้อตกลง "ใหม่" ให้ประโยชน์กับสหรัฐมากที่สุด
ทีมการค้าของทรัมป์กำลังเดินหน้าผลักดันให้เกาหลีใต้รับสินค้าเกษตรและรถยนต์มากขึ้น ในการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐ-เกาหลีใต้ ซึ่งภาคส่วนรถยนต์เป็นภาคส่วนที่สหรัฐขาดดุลกับเกาหลีใต้หนักที่สุด
ทว่า การเจรจาครั้งก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีความคืบหน้าใดๆ เมื่อเกาหลีใต้ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขข้อตกลง และควรจะจัดการศึกษาผล กระทบของข้อตกลงดังกล่าวร่วมกันมากกว่า
"พวกเราไม่ตกลงตามที่สหรัฐเรียกร้องฝ่ายเดียวให้แก้ไขเอฟทีเอเกาหลีใต้-สหรัฐ" คิมฮยอนชอง รัฐมนตรีพาณิชย์เกาหลีใต้กล่าวเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
ด้านการเจรจานาฟต้าใหม่ที่ดำเนินมาถึงการเจรจารอบที่ 3 เองก็ยังคงไม่บรรลุผล โดยสหรัฐได้ส่งคำร้องที่สองไปยังดับเบิ้ลยูทีโอเพื่อร้องเรียนว่า แคนาดาจำกัดการขายไวน์ต่างชาติ ไม่ให้วางขายได้แพร่หลายในรัฐบริติชโคลัมเบีย ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา ขณะที่ยังเรียกร้องให้แคนาดานำเข้าผลิตภัณฑ์จากนมของสหรัฐให้มากขึ้น ส่วนเม็กซิโก สหรัฐ มุ่งเป้าไปที่การเสนอการจำกัดการซื้อสินค้าสดที่เน่าเสียได้ เช่น เนื้อไก่
อย่างไรก็ตาม การพยายามจำกัดนำเข้าและเพิ่มการส่งออกของสหรัฐ อาจก่อให้เกิดการตอบโต้จากชาติคู่ค้าได้ และลุกลามขึ้นไปสงครามการค้า โดยเม็กซิโกได้ร่างข้อเสนอจำกัดการ นำผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ ซึ่งอาจรวม ไปถึงเนื้อหมู เพื่อตอบโต้สหรัฐที่จำกัดการนำเข้าสินค้าเม็กซิโก
การพยายามผลักดันสินค้าใส่มือคู่ค้ายังนับเป็นความพยายามล่าสุด แต่ยังคงต้องใช้แรงอีกหลายเฮือกกว่าจะสำเร็จ และอาจเสี่ยงก่อสงครามการค้าระหว่างทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาสถาบันต่างๆ ออกมาเตือนจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยล่าสุดธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็ได้ระบุปัจจัยดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียแปซิฟิก







