
ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำฉุดจีดีพี
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา TFPA Wealth Management 2017 หัวข้อ "ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561" ว่า แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปี 2561 น่าจะยังเติบโตได้ดี โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าปีนี้และปีหน้าจะโตที่ 3.8% ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะประกาศการทบทวนจีดีพีในวันที่ 5 ต.ค.นี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา TFPA Wealth Management 2017 หัวข้อ "ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561" ว่า แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปี 2561 น่าจะยังเติบโตได้ดี โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าปีนี้และปีหน้าจะโตที่ 3.8% ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะประกาศการทบทวนจีดีพีในวันที่ 5 ต.ค.นี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน
ขณะที่การส่งออกน่าจะขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเพราะอาจไม่มีปัจจัยบวกด้านราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้นมากเหมือนปีนี้ อีกอย่างการส่งออกของ ไทยถึงจะโตสูงก็ขยายตัวได้ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยส่งออกของไทยใน ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้โตได้ 8.9% แต่เวียดนามโตถึง 19.6% อินโดนีเซีย 17.7% เกาหลีใต้ 16.4% ไต้หวัน 12.9%
สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากการทดลองดูผลกระทบหากปรับขึ้น 10 บาท/วัน หรือ 3.2% จะมีผลทำให้จีดีพีลดลง 0.03% มีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.05% ถ้าขึ้น 20 บาท หรือ 6.5% จะกระทบจีดีพีลดประมาณ 0.06% และมีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่ม 0.1% และหากขึ้นค่าแรง 30 บาท หรือ 9.7% มีผลต่อจีดีพีลดลง 0.1% และมีผลต่อเงินเฟ้อ 0.14% ถึงจะมีการปรับขึ้นค่าแรงจริงก็ไม่มีผล กระทบทางตรงต่อจีดีพีและเงินเฟ้อมากนัก แต่อาจมีผลกระทบระลอกที่สองกับแรงงานต่างด้าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากที่สหประชาชาติประกาศว่าไทยน่าจะมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 3 ล้านคน จากที่ลงทะเบียนจริง 1 ล้านคน ทำให้ต่างด้าวอาจขอปรับขึ้นค่าแรงด้วย ขณะที่จำนวนแรงงานในระบบของไทยล่าสุดในเดือน ส.ค.ปีนี้ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนประมาณ 8 แสนคน ทำให้ต้นทุนการผลิตจากการพึ่งแรงงานต่างด้าวอาจเพิ่มขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะบางส่วนเริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานและมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอยู่แล้ว ขณะที่ไทยเตรียมจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น และทำให้การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นได้
เชาว์ กล่าวว่า ส่วนเศรษฐกิจหลักของโลกทั้งสหรัฐและยุโรปยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง แต่ในส่วนของเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มโตชะลอลง โดยจีนมีต้นทุนการเงินในประเทศสูงขึ้น แต่มีหนี้ในระบบเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะโตประมาณ 3% และปีหน้า 3.5-3.6% นำมาสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินที่นำโดยเฟด คาดว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ยขึ้นในปีนี้อีก 1 ครั้ง จาก 1-12.5% มาอยู่ที่ระดับ 1.5% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วนปีหน้าเฟดน่าจะขึ้นอีกสัก 2 ครั้ง ในครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังอย่างละครั้งมาอยู่ที่ 1.75-2% และทยอยลดงบดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ จะทยอยดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
ด้าน สาระ ล่ำซำ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการเตรียมความพร้อมวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัวให้ได้ผลตอบแทนและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่งคั่งและผ่านจากรุ่นสู่รุ่นนับเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จากรายงานความมั่งคั่งโลกปี 2560 ที่สำรวจโดยไนท์แฟรงค์ บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ประเทศอังกฤษ พบว่า ในปี 2559 มีผู้มั่งคั่งสูง ซึ่งที่มีทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยไม่นับรวมที่พักอาศัยมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยมีผู้มั่งคั่งสูงจำนวน 620 ราย และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,050 ราย ในอีก 10 ปีข้างหน้า คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 70% ซึ่งนักวางแผนทางการเงิน (Certified Financial Planner หรือ CFP) มีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันทั่วโลกมี 1.7 แสนราย เฉพาะในไทยมี 224 ราย







