posttoday
สถาบันลุ่มน้ำโขงฯ กลไกเสริมสร้างทุนมนุษย์

สถาบันลุ่มน้ำโขงฯ กลไกเสริมสร้างทุนมนุษย์

02 ตุลาคม 2560

ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ & ผู้อำนวยการบริหาร & Mekong Instituteทุนมนุษย์เป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region-GMS) รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดอื่นๆ ด้วย

ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ & ผู้อำนวยการบริหาร & Mekong Institute

ทุนมนุษย์เป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region-GMS) รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดอื่นๆ ด้วย

การเสริมสร้างทุนมนุษย์ทำได้ 2 ทาง คือ การเพิ่มจำนวนและการพัฒนาคุณภาพประชากร แต่หากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นขาดคุณภาพก็ไม่เป็นผลดีต่อการเสริมสร้างทุนมนุษย์ เพราะฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดก็คือ การทำให้คุณภาพของประชากรเพิ่มสูงขึ้นหมายความว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรก็ย่อมเป็นแนวทางที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคเช่นกัน

ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ความร่วมมือในกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงส่งผลเป็นรูปธรรมหลายประการ ทั้งในด้านเกษตรกรรม คมนาคมขนส่ง การค้า สิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคมนาคมขนส่งที่ก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดจากการพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหลักๆ เช่น ตะวันออก-ตะวันตก เหนือ-ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ อีกทั้งการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยกับ สปป.ลาว ตามจุดชายแดนในหลายจุด

เหล่านี้เป็นการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคมพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นรากฐานที่นำไปสู่การเชื่อมโยงในทุกระดับในอนุภูมิภาค แต่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศกลุ่ม จีเอ็มเอสบรรลุเป้าหมายได้

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดังนั้น ในปี 2539 รัฐบาลไทยและนิวซีแลนด์ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา จึงได้ร่วมกันจัดตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute) ขึ้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลในอนุภูมิภาคที่เป็นกลไกในการกระชับความเชื่อมโยงใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ การเข้าถึงและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้เกี่ยวกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจะทำให้รัฐสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายที่จะส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ส่วนเกษตรกรและภาคเอกชน องค์ความรู้ก็ทำให้วางแผนการผลิตและการตลาดที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุนและเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานได้เต็มที่

จากการสำรวจความต้องการสาขาองค์ความรู้ในอนุภูมิภาค พบว่า สาขาที่มีความต้องการเพื่อพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ การค้าการลงทุน รวมทั้งนวัตกรรมและความเชื่อมโยงทางเทคโนโลยี ฉะนั้นสถาบันลุ่มน้ำโขงฯ จึงได้กำหนดสาขาองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ในแผนกลยุทธ์ปี 2559-2563 โดยมุ่งการศึกษาวิจัย เผยแพร่องค์ความรู้ และ ผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จะส่งผลกระทบทางบวกที่แท้จริง

ปัจจุบันสถาบันลุ่มน้ำโขงฯ ได้ร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างๆ อย่างนิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น อิสราเอล สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีนทั้งรัฐบาลกลางและยูนนาน รวมถึงรัฐบาลไทยผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาในหลายด้านด้วยกัน เช่น การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร การค้าข้ามแดน ขนส่งโลจิสติกส์ และอี-คอมเมิร์ซ เป็นต้น

การทำงานร่วมกันด้านเทคนิคและการสนับสนุนจากหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และจะเป็นกลจักรสำคัญที่ส่งเสริมให้การสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นตัวเร่งกระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืนในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI