posttoday
ผวาจัดซื้อจัดจ้างใหม่ สะเทือนเบิกจ่ายดันเศรษฐกิจ

ผวาจัดซื้อจัดจ้างใหม่ สะเทือนเบิกจ่ายดันเศรษฐกิจ

02 ตุลาคม 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเริ่มต้นปีงบประมาณรายจ่าย 2561ได้ไม่กี่วัน การเบิกจ่ายงบลงทุนของประเทศก็เริ่มมีปัญหา จากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเข้มงวดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดการรั่วไหลของการใช้เงินภาษีมากขึ้น

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เริ่มต้นปีงบประมาณรายจ่าย 2561ได้ไม่กี่วัน การเบิกจ่ายงบลงทุนของประเทศก็เริ่มมีปัญหา จากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเข้มงวดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดการรั่วไหลของการใช้เงินภาษีมากขึ้น

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ทำให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีความกังวลกลัวเกิดความผิดพลาดและทำให้มีความผิดจนกระทบกับการเบิกจ่ายของประเทศ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (1 ต.ค.-31 ธ.ค. 2560) การเบิกจ่ายจะล่าช้ากว่าเป้าหมาย 10%

ปัญหาดังกล่าวทำกระทรวงการคลังนั่งไม่ติด จนต้องเร่งหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อปลดล็อกปัญหาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2561 มีปัญหาสะดุดไปมากกว่านี้จนทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องเกิดการสะดุดและไม่ได้ตามเป้าหมาย

สำหรับปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนที่เกิดจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่มีมาตั้งแต่ปลายปีงบประมาณ 2560 หรือตั้งแต่เริ่มกฎหมายมีผลบังคับใช้ 23 ส.ค. 2560 พบว่ารัฐวิสาหกิจ 33 แห่ง มีปัญหาไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างบางโครงการได้ตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างแบบเชิงพาณิชย์

รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเบิกจ่าย ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนมีส่วนสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น บริษัท ปตท. บริษัทการบินไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บริษัท อสมท บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที แม้แต่ ธนาคารกรุงไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ก็มีปัญหาการเบิกจ่าย

แม้ว่า อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ จะมีการนัดถกปัญหา กับผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญจากสภาวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก เพื่อติดตามปัญหาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยตรง ซึ่งแนวทางแก้ไขยกเว้นบางกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ และให้ออกระเบียบขึ้นมาสำหรับใช้กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ติดขัดเป็นการเฉพาะ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้หลักการ โปร่งใส ตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหา ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงบประมาณปี 2561 สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 5 แสนล้านบาท และงบของ อปท.อีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งการใช้เงินล้วนแล้วแต่ต้องทำใต้ พ.ร.บ.ใหม่ ทำให้หน่วยงานทั้งหมดไม่กล้าเดินหน้าจัดซื้อจัดจ้างเหมือนที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายเกิดความล่าช้า

ดังนั้น การใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ แม้ว่าจะมีผลดีกับเศรษฐกิจทำให้เกิดความโปร่งใสลดการทุจริต เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนจาก ต่างประเทศ เนื่องจากมีการยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างที่เดิมเคยเป็นแค่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมา เป็นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. แม้แต่ธนาคารโลกยังออกมาให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ ยังเน้นเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้เน้นราคาถูกสุดเหมือนเดิม ขณะเดียวกันยังมีบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต ถึงขั้นจำคุก ซึ่งจะช่วยลดการทุจริต

แต่ในระยะสั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ กระทบกับเศรษฐกิจไทยเพราะการเบิกจ่าย เกิดการสะดุด โดยเฉพาะการเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นตัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วง ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รายงานว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2559 ขยายตัวได้ 10% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.2% สำหรับปี 2560 ไตรมาสแรก การเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจขยายตัว 17% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.3% และไตรมาส 2 การเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจขยายตัว 20% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูง 3.7% เห็นได้ชัดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจมีส่วนช่วยผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างมาก

ดังนั้น การรักษาพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีความจำเป็นต้องรักษาไว้ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เพราะหากกำลังตกหรือมีปัญหาย่อมทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้ทันที เพราะการลงทุนภาคเอกชน ยังไม่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่แถลงการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.7% มาจากปัจจัยบวกหลายด้านทั้งการส่งออก การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ที่เริ่มขยายตัวได้ดี แต่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวลดลงเพราะมีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดี หากปล่อยให้มีปัญหา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เข้ามาเป็นปัญหาเพิ่ม ย่อมทำให้การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาลในไตรมาสสุดท้าย มีปัญหา และปลัดกระทรวงการคลังก็ออกมายอมรับว่า จะเบิกจ่ายล่าช้ากว่าเป้าหมาย 10%

ขณะที่ กรมบัญชีกลาง รายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 2560 ที่ปิดหีบไปเมื่อสิ้นเดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา พบว่า การเบิกจ่ายในภาพรวม 2.58 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.73 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94.64% ส่วนรายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้ 3.61 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.48 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 65.86% ต่ำกว่าปีก่อน 0.91% จะเห็นว่าปีงบประมาณ 2560 ยังไม่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ มากนัก การเบิกจ่ายงบลงทุนก็ได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะเบิกจ่ายให้ได้ 85% อยู่แล้ว

ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2561 การเบิกจ่ายย่อมได้รับผลกระทบกับกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่เต็มๆ ซึ่งไตรมาสแรกคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ช้า กว่าเป้าหมาย 10% หากแก้ไขไม่ได้ การเบิกจ่ายในไตรมาสต่อๆ ไปก็จะ มีการล่าช้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทบ ความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ยังไม่ยอมลงทุนเพิ่ม จนสะเทือนการขยายตัว ของเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าที่รัฐบาลอยากให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% เป็นไปได้ยาก n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI