
รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาชีวิต
พรายพล คุ้มทรัพย์ตั้งแต่ปีที่แล้วมีหลายประเทศในโลกแสดงอาการรังเกียจรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เมื่อปีที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรของเนเธอร์แลนด์มีมติให้ยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี ค.ศ. 2025 และปีนี้ก็มีอีกหลายประเทศที่รัฐบาลประกาศจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในอนาคต อินเดียต้องการยุติการขายปี ค.ศ. 2030 นอร์เวย์ยุติการขายปี ค.ศ. 2025 ฝรั่งเศสยุติการขายปี ค.ศ. 2040 เช่นเดียวกับอังกฤษ ส่วนสกอตแลนด์จะทยอยลดการใช้น้ำมันรถยนต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2032 เยอรมนีก็จะลดใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันแต่ยังไม่ได้กำหนดเวลา
พรายพล คุ้มทรัพย์
ตั้งแต่ปีที่แล้วมีหลายประเทศในโลกแสดงอาการรังเกียจรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เมื่อปีที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรของเนเธอร์แลนด์มีมติให้ยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี ค.ศ. 2025 และปีนี้ก็มีอีกหลายประเทศที่รัฐบาลประกาศจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในอนาคต อินเดียต้องการยุติการขายปี ค.ศ. 2030 นอร์เวย์ยุติการขายปี ค.ศ. 2025 ฝรั่งเศสยุติการขายปี ค.ศ. 2040 เช่นเดียวกับอังกฤษ ส่วนสกอตแลนด์จะทยอยลดการใช้น้ำมันรถยนต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2032 เยอรมนีก็จะลดใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันแต่ยังไม่ได้กำหนดเวลา
ที่สำคัญคือจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกและมียอดขายถึง 30% ของโลก รัฐบาลจีนเพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะใช้นโยบายผลักดันให้มีการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มทดแทนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอีกสองปีข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเหล่านี้ได้ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าโดยลดภาษี ให้เงินอุดหนุนและเอื้อประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้ซื้อ จนมีจำนวนพาหนะประเภทนี้มากระดับหนึ่งแล้ว
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกหลายแห่งที่เรารู้จักดีว่าผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย ได้ประกาศแผนจะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งที่เป็นแบบลูกผสมหรือ plug-in hybrid electric vehicles (PHEV) และแบบที่ใช้แบตเตอรี่ล้วนๆ หรือ battery electric vehicles (BEV)
เริ่มตั้งแต่บริษัท Volkswagen ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขาย 2-3 ล้านคัน ในปี ค.ศ. 2025 ต่อมาในปีนี้ก็มีบริษัท Daimler ซึ่งผลิตเบนซ์ บริษัท BMW บริษัท จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ประกาศจะเพิ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เพิ่มในปี ค.ศ. 2022-2025 แต่ที่กล้าหาญมากที่สุดเห็นจะเป็นบริษัท Volvo ประกาศว่าปี ค.ศ. 2019 รถยนต์ทุกคันที่บริษัทผลิตจะเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด (ทั้งที่เป็น PHEV และ BEV) คือจะเลิกผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันแล้ว
จะสังเกตได้ว่าบริษัทรถยนต์ที่ประกาศจะเพิ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นค่ายรถยนต์ในยุโรป ส่วนค่ายรถสหรัฐรายใหญ่คือ GM Ford และ Chrysler ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายบ้างแล้ว แต่ยังไม่ประกาศชัดว่าจะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเท่าใด มียกเว้นบริษัท Tesla ซึ่งบุกเบิกผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียวมาตั้งแต่เริ่มแรก และในขณะนี้ก็มียอดจองรถเป็นจำนวนมากจนยังไม่สามารถผลิตได้ทัน
ส่วนบริษัทค่ายรถยนต์ในญี่ปุ่นก็ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายหลายบริษัทแล้ว ที่นิยมกันมากก็คือรถยนต์ไฟฟ้าที่เรียกว่า Leaf ของบริษัท นิสสัน แต่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นก็ยังสงวนท่าทีไม่ประกาศออกมาว่าจะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและลดการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างไร
เราคงอยากทราบว่าประเทศเหล่านี้เขารังเกียจรถยนต์ที่ใช้น้ำมันด้วยเหตุผลใด และทำไมบริษัทรถยนต์เหล่านี้จึงบ้าจี้เปลี่ยนไปผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากันยกใหญ่
เหตุผลก็คือรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เขาต้องการจะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพื่อบรรเทา "ปัญหาภาวะโลกร้อน" นั่นเอง
กว่า 10% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่ปลดปล่อยสู่บรรยากาศโลกในแต่ละปีมาจากการใช้รถยนต์บนถนน รถยนต์ที่เผาผลาญน้ำมันเบนซิน 1 ลิตร ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนักประมาณ 2.3 กิโลกรัม ถ้ารถกินน้ำมัน 20 กิโลเมตร/ลิตร ก็จะปล่อยก๊าซประมาณ 115 กรัม/กิโลเมตร ถ้ารถคันนี้วิ่งปีละ 5 หมื่นกิโลเมตร ก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนักถึง 5.75 ตัน/ปี การใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน จึงจะทำให้ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงไปได้ไม่น้อยเลย เพราะรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการเผาไหม้เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไฟฟ้าที่ใช้กับรถถูกผลิตจากพลังงานหมุนเวียน (เช่น แสงอาทิตย์ และลม)
ผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกอาจดูไกลตัวสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่ถ้ามีหลักฐานและข้อมูลที่บอกเราว่าการใช้รถยนต์ ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศและเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเราโดยตรง เราก็จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ทำ เพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยให้กับชีวิตของคนในชาติ
การเผาผลาญน้ำมันในรถยนต์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อากาศเป็นพิษ องค์การอนามัยโลกรายงานว่าปี ค.ศ. 2012 ทั่วโลกมีคนตายถึง 3 ล้านคน จากมลภาวะในอากาศ เพราะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (หรือที่เรียกว่า P.M.2.5 และ P.M.10) ซึ่งมนุษย์สูดดมเข้าไปและทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
ในปีนั้นมีคนจีนตายจากมลภาวะในอากาศถึงกว่า 1 ล้านคน อินเดียตาย 6 แสนคน คนรัสเซียตายกว่า 1.4 แสนคน ส่วนคนไทยตายประมาณ 2.2 หมื่นคน (หรือประมาณ 33 คน จากประชากร 1 แสนคน)
ถึงแม้ว่ารัฐบาลหลายประเทศผลักดันให้คนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ยังไม่มาก เมื่อเทียบรถใช้น้ำมันรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ทั่วโลกขณะนี้มีประมาณ 2 ล้านคันหรือไม่ถึง 1% ของรถยนต์ทั้งหมด นักวิเคราะห์เชื่อนโยบายรัฐและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง คาดปี ค.ศ. 2040 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถใช้น้ำมัน ทำให้การใช้น้ำมันของโลกหายไปถึงวันละ 8 ล้านบาร์เรล
สรุปได้ว่า การที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้คนลดเลิกใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ก็ไม่ใช่เพราะต้องการเห็น "โลกสวย" (ที่บางคนคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ) แต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาอยากเห็นคนในชาติสุขภาพดีขึ้น คาดใช้เวลา 10 ปี ซึ่งก็น่าจะยาวพอให้ผู้โดนกระทบปรับตัวได้ n







