
การเมืองป๊อปปูลาร์ ชี้ชะตาเลือกตั้งญี่ปุ่น
นันทิยา วรเพชรายุทธนับเป็นศึกเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่ชวนตื่นเต้นกว่าในรอบหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากในครั้งนี้มีดาวเด่นของแวดวงการเมืองญี่ปุ่นอย่าง "ยูริโกะ โคอิเคะ" ผู้ว่าการหญิงแห่งกรุงโตเกียว ขึ้นมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญของพรรครัฐบาล โดยได้รวบรวมกำลังจากทุกสารทิศของบรรดาฝ่ายค้านมาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในชื่อว่า พรรคแห่งความหวัง (Party of Hope)
นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับเป็นศึกเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่ชวนตื่นเต้นกว่าในรอบหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากในครั้งนี้มีดาวเด่นของแวดวงการเมืองญี่ปุ่นอย่าง "ยูริโกะ โคอิเคะ" ผู้ว่าการหญิงแห่งกรุงโตเกียว ขึ้นมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญของพรรครัฐบาล โดยได้รวบรวมกำลังจากทุกสารทิศของบรรดาฝ่ายค้านมาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในชื่อว่า พรรคแห่งความหวัง (Party of Hope)
การรวมตัวกันระหว่างนักการเมืองหญิงดาวเด่นซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีกลาโหม และพรรคประชาธิปไตย (ดีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในปัจจุบันที่นำโดย เซอิจิ มาเอฮาระ ส่งผลให้คะแนนนิยมล่าสุดของนายกรัฐมนตรี "ชินโสะ อาเบะ" แห่งพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ร่วงลงทันทีในโพลล่าสุดถึง 2 สำนักด้วยกันในสัปดาห์นี้
ผลสำรวจความเห็นของสำนักข่าวเกียวโดและหนังสือพิมพ์อาซาฮี ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงเลือกใครเป็นนายกฯ คนต่อไปในการเลือกตั้งวันที่ 22 ต.ค.นั้น ระบุว่า โคอิเคะกำลังมีคะแนนตามอาเบะขึ้นมาติดๆ ที่ราว 33 ต่อ 46% ขณะที่เสียงโหวตระหว่างพรรคแอลดีพีกับพรรค โฮปนั้น เฉือนกันอยู่ที่ 24 ต่อ 15% โดยยังมีอีก 42% ที่ยังไม่ตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม หากจะถามความแตกต่างหลังได้นายกฯ คนใหม่ระหว่าง 2 คนนี้ คงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก และที่จริงแล้วนโยบายหาเสียงระหว่างพันธมิตรรัฐบาลกับพันธมิตรฝ่ายค้านในครั้งนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปมากชนิดที่เลือกข้างได้ง่ายนัก
บรรดาสื่อทั้งในและนอกญี่ปุ่นเองต่างระบุตรงกันว่า การเลือกตั้งนี้อาจเป็นการวัดกันที่ "ความนิยมของตัวบุคคล" มากกว่านโยบาย และสู้กันด้วยเสน่ห์เป็นหลัก
พรรคแห่งความหวังใหม่เลือก ที่จะชูนโยบาย "ประชานิยม" อย่างการเลื่อนขึ้นภาษีการขาย (Sales Tax) จากกำหนดการเดิมที่ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้งจนไปจบที่ปี 2019 พร้อม ชูนโยบายยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังผ่านความเจ็บปวดกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมารั่วไหลมาแล้ว ทว่า ไม่ได้มีนโยบายใหญ่ๆ เรื่องการปฏิรูป ที่จะวัดความแตกต่างกับพรรคแอลดีพี โดยเฉพาะในระยะกลางถึงระยะยาว ที่ญี่ปุ่นจะยิ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาวะผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น เช่นเดียวกับเรื่องสำคัญอย่าง "การทหาร" ที่ยังมีแนวคิดหลักใน "สายเหยี่ยว" แทบไม่ต่างกัน
โคอิเคะเองก็เป็นนักการเมืองที่เติบโตจากพรรคแอลดีพีมาตลอด โดยเคยชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแต่แพ้ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบันและอดีตนายกรัฐมนตรีไป จึงไม่แปลกที่อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อมหญิงคนนี้จะมีแนวคิดหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับพรรคเดิมที่เคย อยู่มา โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มความแข็งแกร่งทางการทหารบนภาคพื้นเอเชียตะวันออกที่แวดล้อมไปด้วยจีนและเกาหลีเหนือ
ในการรวบรวมพันธมิตรฝ่ายค้านมาจากพรรคดีพี โคอิเคะได้ตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้ข้อหนึ่งคือ ผู้ที่จะมาเข้าร่วมกันในพรรคใหม่นี้จะต้องไม่คัดค้านเรื่องการเสริมแกร่งทางทหารของญี่ปุ่น
เจอร์รี เคอร์ติส ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุกับรอยเตอร์สว่า ขณะนี้ยังแทบไม่เห็นความแตกต่างในนโยบายหลักของทั้งสองพรรค ประเด็นของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจะอยู่ที่ผู้สมัครคนใดสามารถทำให้ประชาชน "ประทับใจ" ได้มากกว่ากัน ซึ่งก็ต้องอยู่ที่การ ฟาดฟันกันในเรื่องคาแรกเตอร์ของแต่ละคน
นักวิเคราะห์การเมืองบางรายถึงขั้นให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่โคอิเคะจะเลือกไปจับมือกับพรรค แอลดีพีหลังการเลือกตั้งมากกว่า เพราะมีนโยบายส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกันมากทั้งออกไปในเชิงอนุรักษนิยม และเป็นมิตรกับภาคธุรกิจ
ในแง่ความนิยมของประชาชนนั้น โคอิเคะถือว่ายังมาแรงอยู่นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงโตเกียวแบบทิ้งห่างคู่แข่งพรรคแอลดีพี ทั้งที่เธอลงในนามสังกัดอิสระ ตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว และเป็นผู้หญิงคนแรกในสังคม "ชายเป็นใหญ่" แบบญี่ปุ่น ที่ได้เป็นแม่เมืองโตเกียว โดยในตอนนั้นชัยชนะของเธอมาจากการประกาศจะแก้ปัญหางบประมาณที่บานปลายและไม่โปร่งใสในการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมโอลิมปิก 2020 ซึ่งคู่แข่งสำคัญของเธอด่างพร้อยในเรื่องนี้
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าขั้วอำนาจเก่าแบบอาเบะจะเพลี่ยงพล้ำได้ง่ายๆ เช่นกัน
อาเบะเคยเผชิญสถานการณ์ที่ลำบากในปีนี้จากข่าวฉาวหลายเรื่องจนฉุดคะแนนนิยมให้ร่วงลงต่ำกว่า 30% มาแล้ว แต่สถานการณ์อันร้อนระอุ บนคาบสมุทรเกาหลีนั้น ทำให้คะแนน นิยมค่อยๆ เริ่มดีขึ้น ประชาชนทยอยเห็นด้วยกับความจำเป็นที่ต้องเสริมแกร่งกองทัพมากขึ้น ขณะที่ตัวเลข ทางเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และแม้แต่ตลาดหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า
จึงไม่น่าแปลกใจที่อาเบะจะประกาศยุบสภาเมื่อปลายเดือนที่แล้วเพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ ทั้งที่เร็วกว่าการเลือกตั้งทั่วไปตามกำหนดเดิมถึงกว่า 1 ปี หรือในเดือน ธ.ค. 2018 โดยเดิมพันไว้กับ 2 เรื่องใหญ่
สถานการณ์ในเกาหลีเหนือที่คาดว่าจะไม่จบลงง่ายๆ กลายเป็นปัญหา ยืดเยื้อไปอีกยาวนั้น น่าจะช่วยเพิ่มเสียงโหวตต่อการเลือกตั้งที่เป็นเหมือนกับ "ประชามติกลายๆ" ให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจทางทหารต่อการรับมือภัยคุกคามได้มากขึ้น นอกจากนี้การเดิมพันว่าเศรษฐกิจประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นจนสามารถขึ้นภาษีการขายได้ในปี 2019 จะทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มงบประมาณรายจ่ายไปกับภาคสังคมได้มากขึ้น ในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุแบบเต็มขั้น
ภายใต้การเลือกตั้งที่กำลังงวด เข้ามาในเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือน ดูเหมือนญี่ปุ่นอาจไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ได้มากนักในการหย่อนบัตรครั้งนี้ n







