posttoday
อย่ามองข้าม ‘อธิปไตยไซเบอร์’

อย่ามองข้าม ‘อธิปไตยไซเบอร์’

01 ตุลาคม 2560

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สีจิ้นผิง

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สีจิ้นผิง ได้กล่าวเสมอในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกเกี่ยวกับปัญหา "อธิปไตยไซเบอร์" หรือ "Cyber Sovereignty" ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ท่านกล่าวว่าทุกประเทศทั่วโลกมีสิทธิที่จะกำหนดนโยบายด้านไซเบอร์ในประเทศของตน เพื่อป้องกันการรุกรานโดยต่างชาติในรูปแบบที่ไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร หรือกระสุนแม้แต่เพียงนัดเดียว แต่เป็นการรุกรานหรือการล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนในประเทศเป้าหมายไม่ได้รับรู้ว่ากำลังถูกรุกรานอยู่ เนื่องจากการรุกรานดังกล่าวไม่ต้องใช้กำลัง เป็นการรุกรานทางความคิด ความเชื่อ ค่อยๆ ส่งข้อมูลเข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชาติเหล่านี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการข้อมูลในปริมาณมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley มีการพัฒนาไปค่อนข้างไกลมากกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็น Big Data Analytics, Machine Leaning, Deep Learning ตลอดจนการนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แทนมนุษย์

หลายบริษัทนอกจากจะว่าจ้าง Data Scientist แล้วยังมีตำแหน่งที่เราไม่ค่อยเคยได้ยินคือ "Chief Data Officer" คอยกำหนด "Data Strategy ให้กับองค์กร คอยดูแลการบริหารจัดการข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ ทำอย่างไรให้ข้อมูล "ทำเงิน" ให้กับองค์กร ที่เราเรียกว่า "Data Monetization" ทำให้ "Big Data" กลายเป็น "Big Money" ตลอดจนมีการนำหลักการ "Psychometric" ทางด้านจิตวิทยามาใช้ในการรับรู้และวิเคราะห์ พฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ สร้างผลกำไรให้แก่บริษัทของตนโดยตรง

หลักการวิเคราะห์ข้อมูล "Big Data Anaytics" ดังกล่าวมีทฤษฎีที่ "Gartner" ได้เคยวิเคราะห์ไว้ในงานวิจัยของพวกเขาว่า มี 4 ขั้นของระดับ

ขั้นที่ 1 "What happened : Descriptive Analytics"

ทำให้นักวิเคราะห์สามารถรับรู้ได้ว่า กำลังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ที่มีผลกระทบและมีนัยต่อสิ่งที่กำลังเฝ้าจับตาดูอยู่ สามารถนำมาใช้ใน การบริหารจัดการ Security Operation Center (SOC) ดูแลการเฝ้าระวังด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือเฝ้าดู Brand Image/Reputation Risk" ในโลก โซเชียลว่ามีผลกระทบอะไร เกิดขึ้นในเชิงบวก หรือเชิงลบต่อสินค้า และบริการ ตลอดจน "Brand" และชื่อเสียงของบริษัท หรือชื่อเสียงของผู้บริหารระดับสูง

ขั้นที่ 2 "Why did it happened? : Diagnostic Analytics" ทำให้นักวิเคราะห์สามารถบอกได้ว่า ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ในขั้นที่ 1 ที่มาที่ไปของการเกิดเหตุการณ์ ทำให้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าใจปัญหามากขึ้น

ขั้นที่ 3 "What will happen? : Predictive Analytics "ทำให้นักวิเคราะห์สามารถ 'ทำนาย' หรือ 'คาดการณ์' เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ล่วงหน้า เป็นประโยชน์ต่อองค์กรในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง และสามารถสั่งการ Take Action ได้ทันท่วงที

ขั้นที่ 4 "How to prevent bad thing from happening and to potentialize the good once? : Prescriptive Analytics" เป็นขั้นสูงสุดที่นักวิเคราะห์สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ที่ไม่พึงประสงค์ และในทางกลับกันสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ที่องค์กรอยากให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เช่น ทำให้ Promotion Campaign มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งมีผลต่อการซื้อขายสินค้าและบริการ

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า ยุคแห่ง "Data-Driven Economy" กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจสังคมของประเทศชาติที่ผู้นำประเทศและรัฐบาลจะอยู่เฉยไม่ได้กับปรากฏการณ์ดังกล่าว รัฐจำเป็นต้องเร่งกำหนดนโยบายทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์ไซเบอร์ เพื่อกำหนดทิศทางให้กับประชาชนในประเทศ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยควรจะรับรู้ปัญหาเรื่อง "อธิปไตยไซเบอร์" และ "การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล" ที่พวกเรากำลังเผชิญกันอยู่ตลอดเวลาบนสมาร์ทโฟน โดยที่เราไม่รู้ตัวหรืออาจไม่ทราบถึงกลเม็ดวิธีการที่แยบยลดังกล่าว

รัฐบาลในทุกประเทศควรตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวและควรรีบทำการ "Educate" ประชาชนให้มี "ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล" ที่ดี เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดแบบไฮเทคที่นับวันจะส่งผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI