posttoday
อนาคตพลังงานอาเซียน

อนาคตพลังงานอาเซียน

01 ตุลาคม 2560

นับจากการเริ่มก่อตั้งในปี 2510 อาเซียนจึงมีอายุครบ 50 ปีแล้ว จาก 5 ประเทศ

โดย ศุภกิจ นันทะวรการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ[email protected]

นับจากการเริ่มก่อตั้งในปี 2510 อาเซียนจึงมีอายุครบ 50 ปีแล้ว จาก 5 ประเทศที่ร่วมกันในตอนเริ่มต้น ปัจจุบันนี้ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน มีประชากรรวมกันมากถึง 641 ล้านคน และเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายอย่างมาก

จากข้อมูลของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ (https://th.boell.org/en/50-years-asean) หากเปรียบอาเซียนเป็นคนจำนวน 100 คนแล้ว จะพบว่า 41 คนมาจากอินโดนีเซีย 16 คนจากฟิลิปปินส์ 15 คนจากเวียดนาม และมาจากไทย 11 คน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็มีสัดส่วนน้อยลงไป ในด้านอายุของประชากร 26 คน มีอายุต่ำกว่า 15 ปี อีก 17 คน มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ส่วนอีก 39 คน มีอายุ 25-54 ปี และอีก 18 คน มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป

เช่นเดียวกัน หากเปรียบในด้านศาสนา 40 คน จาก 100 คนในอาเซียนเป็นมุสลิม 23 คนเป็นพุทธ 19 คนเป็นคริสเตียน ส่วนอีก 18 คนนับถือศาสนาหรือความเชื่ออื่นๆ เช่น ฮินดู เต๋า และความเชื่อท้องถิ่นต่างๆ

ยิ่งภาษาพูดแต่กำเนิดแล้ว จะมีความหลากหลายมาก โดยสัดส่วนที่มากที่สุดคือ บาฮาซามาเลเซีย กับภาษาเวียดนาม มีสัดส่วน 12 คนจาก 100 คนเท่ากัน รองลงมาคือ บาฮาซาอินโดนีเซีย อังกฤษ บามาร์ จีนแมนดาริน ตากาล็อก ไทย แขมร์ ลาว ฯลฯ และที่น่าสนใจมากคือ มีถึง 44 คนจาก 100 คน ที่พูดภาษาอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไปจากภาษาเหล่านี้อีก

ในด้านพลังงาน หลายๆ ประเทศในอาเซียนมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของประชากร ส่งผลให้หลายประเทศ มุ่งสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมัน รวมทั้งเขื่อนผลิตไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าของประชากรจำนวนมากที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

สำหรับสถานะในปี 2556 การผลิตไฟฟ้าในอาเซียนส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ (51%) ถ่านหิน (38%) น้ำมัน (7%) ส่วนพลังน้ำขนาดใหญ่และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ มีสัดส่วนประมาณ 5%

นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียน เช่น ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ต้องพึ่งการนำเข้าพลังงาน ส่วนอีกหลายประเทศมีการส่งออกทรัพยากรพลังงานมานานแล้ว เช่น บรูไน อินโดนีเซีย และเมียนมา แต่สถานการณ์ในหลายประเทศก็กำลังเปลี่ยนไป

ดังเช่นในกรณีของเวียดนาม ซึ่งส่งออกถ่านหินมานานแล้ว แต่กำลังประสบปัญหาถ่านหินสำหรับการใช้ภายในประเทศ เนื่องจากถ่านหินที่มีคุณภาพกำลังหมดไปแล้ว

ในขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ ก็ประสบปัญหาการส่งออกถ่านหินลดลง ถึงแม้การ ใช้ถ่านหินภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถชดเชยได้ ทำให้โดย ภาพรวมแล้ว การผลิตถ่านหินในอินโดนีเซียลดลง

สำหรับการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หลายประเทศยังวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย เมื่อรวมกันแล้ววางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีก 8.4 หมื่นเมกะวัตต์ หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ประมาณ 105 โรง

ส่งผลให้องค์กรระดับโลกหลายแห่ง ทั้งธนาคารโลก และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ต่างแสดงความกังวลถึงการวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอาเซียน

ทั้งนี้ การลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เงินส่วนใหญ่จะจ่ายไปกับค่าระบบเทคโนโลยีและค่าเชื้อเพลิงถ่านหินทำให้มีการสร้างงานในสัดส่วนที่น้อยมาก ในขณะที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่สูงกว่าการผลิตไฟฟ้าทุกประเภท รวมทั้งการปล่อยมลพิษต่างๆ และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีอายุประมาณ 30-40 ปี ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะ "ล็อก" ประเทศนั้นๆ ให้อยู่กับโรงไฟฟ้าถ่านหินไปอีกยาวนาน

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เงินลงทุนส่วนใหญ่จะจ่ายให้กับวัสดุอุปกรณ์และค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้มีการจ้างงานในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่ต่ำกว่าถ่านหินมาก หรือบางประเภทไม่ปล่อยเลย

การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนขนาดเล็กกว่าถ่านหินมาก จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต

ทุกๆ ประเทศในอาเซียน ต่างก็มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเศษวัสดุเหลือใช้และของเสียต่างๆ จากภาคการเกษตร เนื่องจากสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าขายได้

โดยรัฐบาลลาวได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในปี 2554 โดยประเมินศักยภาพชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะชุมชนไว้ 1,450 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์อีก 500 เมกะวัตต์

สำหรับกัมพูชา ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเป็นหลัก ทำให้มีค่าไฟฟ้าแพงมาก และยังมีประชากรอีกมากที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็มีศักยภาพพลังงานลม 3,665 ล้านหน่วย/ปี และศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์อีก 65 ล้านหน่วย/ปี

ส่วนเวียดนาม เนื่องจากมีแนวชายฝั่งทะเลที่ยาวและรับลมโดยตรงจากทะเลจีนใต้ จึงมีศักยภาพพลังงานลมสูงมากถึง 513,360 เมกะวัตต์ ในขณะที่อินโดนีเซียนั้น นอกจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพสูงมากติดอันดับโลกคือ 28,897 เมกะวัตต์ จาก 299 พื้นที่ทั่วประเทศ

นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว อนาคตพลังงานอาเซียน ยังขึ้นกับโอกาสที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าทุกประเภท และแทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย

ไม่ว่าจะเป็น แอร์ ตู้เย็น มอเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ความรู้และความสามารถในการจัดการพลังงานที่ดีขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงอาคารเก่า และการออกแบบบ้านและอาคารใหม่ให้ประหยัดพลังงาน ก็จะลดและแก้ปัญหาการใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองหรือไม่จำเป็นลงได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในหลายๆ ด้าน เช่น การเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ รวมทั้งทิศทางนโยบายที่ชัดเจน เป็นต้น

ถ้าหากอาเซียนมีความมุ่งมั่นในเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ร่วมกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ประเทศต่างๆ ก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต รวมทั้งจัดหาไฟฟ้าให้กับประชากรที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ได้ โดยที่ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากนัก โดยเฉพาะการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างๆ

หากท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้จากบทความ Renewable Energy in ASEAN และเอกสาร Carbon-Free Energy Development Network in Southeast Asia โดยเข้าไปที่ https://th.boell.org/en/categories/publications n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน