
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (115)
พระราชนิพนธ์เรื่องข้าวไทย จำนวน 76 หน้า เป็นพระราชนิพนธ์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
พระราชนิพนธ์เรื่องข้าวไทย จำนวน 76 หน้า เป็นพระราชนิพนธ์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจัดทำขึ้นไว้เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงบรรยายเรื่องข้าวไทยที่สถาบัน International Rice Instiute เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2537 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงพาณิชย์จัดพิมพ์เผยแพร่และจำหน่ายหารายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย เนื้อหาของบทพระราชนิพนธ์มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้แก่ "... 'ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาและทดลองทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่ไม่ใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดีและต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วย จึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้ว ควรจะปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืชทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป' ข้อความข้างต้นเป็นพระราชดำรัส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่กลุ่มผู้นำชาวนา แสดงถึงความสนพระทัยที่ทรงมีต่อพสกนิกรอันเป็นชาวนาชาวไร่โดยตรง..."
หนังสือเรื่องงานของสภากาชาดไทย จำนวน 14 หน้านี้เป็นเรื่องราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะอุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงบรรยายพิเศษ "งานของสภากาชาดไทย" ในพิธีเปิดงานชุมนุมกาชาดครั้งที่ 7 เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธ.ค. 2542 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2552 เนื้อความบางส่วนจากบทบรรยายพิเศษ "...แต่ก่อนเรียนมาในด้านของการศึกษาก็ย่อมอยากทำงานเรื่องของโรงเรียน อยากช่วยเรื่องสุขภาพอนามัย ก็ทำในเรื่องของนักเรียน หรือโรงเรียน แต่ก็มีผู้ทักขึ้นมาว่า มาถึงในยุควัยเล่าเรียน หรือเด็กก่อนวัยเรียนก็อาจจะไม่เพียงพอแล้ว คงจะต้องถอยการทำงานลึกไปถึงสตรีผู้เป็นมารดา ผู้ตั้งครรภ์ ผู้หญิงให้นมบุตร ในลักษณะนี้ที่จะต้องใส่ใจในเรื่องของสุขภาพอนามัย ซึ่งมีผลกระทบไปถึงทารกหรือว่าเด็กเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีก ..."
พระราชนิพนธ์วิชาการเรื่องจารึกปราสาทหินพนมวัน จำนวน 10 หน้า เป็นเรื่องที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระนิพนธ์ จารึกปราสาทหินพนมวัน ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ นับเป็นงานพระราชนิพนธ์ชิ้นแรกที่ทรงอ่านและทรงแปลจารึกภาษาเขมรโบราณ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์ในโอกาสเปิดนิทรรศการพิเศษ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2520 คำแปลจารึกบางส่วนทั้งในส่วนของภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศส "ศักราช 813 ขึ้น 10 ค่ำ เดือนมาฆะมีอาชญาธูลีเชง (พระบรมราชโองการ?) ของพระกัมมรเตงอัญศรียโศวรัมมเทวต่อมรเตญโกลญวนํและวาปโคซึ่งเป็นโกลญวีมาและวาปศรี ซึ่งเป็นปติปรัตยะให้ฉลองห้องพระเพลิงและพระศาลา (ถ้า) คนผู้ซึ่งต้องทำตามพระอาชญาธูลีเชงของพระกัมมรเตงอัญศรีนทรวรัมมเทวะและพระอาชญาธูลีเชงของพระกัมมรเตงอัญศรียโศวรัมมเทวะ เข้ากับฝ่ายอธรรมก็จะเสวยนรกเพราะการฝ่าฝืนนั้น..."
หนังสือพระราชนิพนธ์วิชาการเรื่องทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท จำนวน 185 หน้า เล่มนี้เป็นวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2524 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงวิจัยเรื่องบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท ทรงศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางความหมายของศัพท์ว่าบารมีตามที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเถรวาทที่แต่งขึ้นในยุคต่างๆ มหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์เผยแพร่เนื่องในโอกาสสมโภชเฉลิม 200 ปี พระบรมราชวงศ์จักรีและกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อความบางส่วนจากวิทยานิพนธ์ดังนี้
"...ข้อความนี้ เป็นพระมติของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ เกี่ยวกับบารมีโดยละเอียด พร้อมทั้งวิเคราะห์คำสอนและข้อแสดงธรรมะของเก่าด้วย มีพระดำริว่า บารมี ซึ่งพระโพธิสัตว์บำเพ็ญแล้วจะบรรลุพระโพธิญาณ น่าจะออกจากศัพท์ ปรมะ แปลว่า อย่างยิ่ง (ตรงกับพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ได้กล่าวมาแล้ว) ความหมายของศัพท์ คงจะมุ่งว่าเป็นทางไปในทางที่ดีขึ้น ความหมายที่ชัดเจนคือ "เก็บดีเก็บถูก" น่าจะตรงกันข้ามกับคำว่า "อาสวะ" ซึ่งแปลว่าของหมัก ดอง มีความหมายว่า "การเก็บชั่วเก็บผิด" คนเขาเมื่อทำบุญและบาป จะได้ผลดีผลชั่วหมดไปเป็นคราวๆ ตามกฎแห่งกรรม แต่จะหลงเหลือความคุ้นเคยในทางดีและชั่ว อยู่ ชักนำให้เลือกทางดีหรือชั่วต่อไป เรียกว่า บารมี และอาสวะตามลำดับ..."
บทพระราชนิพนธ์เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ จำนวน 16 หน้า เป็นเรื่องราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานและทรงแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ" ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. 2539 ณ ห้องเพลินจิตต์ โรงแรมอิมพีเรียล ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร ในงานสัมมนาและนิทรรศการเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการ ครั้งที่ 1" ระหว่างวันที่ 23-27 พ.ค. 2539 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ซึ่งทางโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ร่วมกันจัดขึ้นเนื้อความบางส่วนจากปาฐกถามีว่า "...คนบางคนนั้นอาจมีความสามารถน้อยหรือมากไม่เท่ากัน แต่ว่าส่วนที่สำคัญที่สุดคือ โอกาส เช่น โอกาสในการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ควรจะเปิดโอกาส แต่ว่าความสามารถของคนที่จะรับโอกาสที่เปิดให้นั้นอาจจะไม่เท่ากัน แต่โอกาสก็ควรจะให้เท่าเทียมกัน..."







