
ธปท.ชี้ค่าเงินบาทยังผันผวน
พรสวรรค์ นันทะแม้ว่าทิศทางค่าเงินบาทในช่วงนี้จะแข็งค่าชะลอลง ทำให้สบายขึ้นได้บ้าง โดยปรับอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนหน้านี้ที่แข็งค่า 7-8% เป็นอันดับหนึ่งของสกุลในภูมิภาค เกือบจะหลุดไปแตะระดับ 32 บาท บวกกับยังมีความผันผวนต่อเนื่อง โดยต้นปีถึงปัจจุบันค่าเฉลี่ยความผันผวนของค่าเงินบาทอยู่ที่ 3.45% ทำให้หน่วยงานภาครัฐพยายามหาช่องทางส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินให้มากขึ้น
พรสวรรค์ นันทะ
แม้ว่าทิศทางค่าเงินบาทในช่วงนี้จะแข็งค่าชะลอลง ทำให้สบายขึ้นได้บ้าง โดยปรับอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนหน้านี้ที่แข็งค่า 7-8% เป็นอันดับหนึ่งของสกุลในภูมิภาค เกือบจะหลุดไปแตะระดับ 32 บาท บวกกับยังมีความผันผวนต่อเนื่อง โดยต้นปีถึงปัจจุบันค่าเฉลี่ยความผันผวนของค่าเงินบาทอยู่ที่ 3.45% ทำให้หน่วยงานภาครัฐพยายามหาช่องทางส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินให้มากขึ้น
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะที่ VUCA ที่คาดเดายาก มีความไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ มีอยู่ต่อไป ดังนั้น ความผันผวนของค่าเงินก็จะมีอยู่ต่อไป และผันผวนมากขึ้นในบางช่วงเวลา การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจึงจำเป็นสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน ซึ่งผู้ประกอบการในธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงอยู่แล้ว แต่รายย่อยการเข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงยังเป็นความท้าทาย ทำให้ภาครัฐต้องการสร้างหน่วยงานมาดูแลเรื่องนี้
ทั้งนี้ ธปท.ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมโครงการ 8 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย ซีไอเอ็มบี ไทย ทหารไทย ไทยพาณิชย์ และยูโอบี เปิดโครงการภายใต้มาตรการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมความรู้ให้กับเอสเอ็มอี
เฉพาะรายที่เป็นสมาชิกกับ สสว.ที่มีประมาณ 1.7 หมื่นราย ให้เข้าถึงเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ด้วยเครื่องมือทางการเงินประเภท FX Options
วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สาเหตุที่ให้สิทธิค่าธรรมเนียมได้รายละ 3 หมื่นบาท/ราย ซึ่งน่าจะเพียงพอในการให้กับผู้ประกอบการรายย่อย เพราะเป็นวงเงิน 1 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นค่า FX Options ในช่วง 3 เดือน ประมาณ 3 หมื่นบาท คิดเป็นต้นทุนประมาณ 1%
จึงคาดว่างบประมาณที่ภาครัฐให้มาประมาณ 500 ล้านบาท จะเพียงพอ และคนที่ใช้สิทธิจะไม่ซ้ำกัน เพราะ ธสน.จะคัดกรองลูกค้าที่ธนาคารส่งเข้ามาไม่ให้ซ้ำรายกันอยู่แล้ว คาดว่าผู้ประกอบการรายเล็กจะเข้ามาทำมากขึ้น จากปัจจุบันที่สัดส่วนของผู้ส่งออกและนำเข้าทำกันเพียง 20% ของจำนวนผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าทั้งระบบ
"ในช่วงนี้ถึงดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงของเรา ฉะนั้น โครงการนี้ยังดำเนินต่อเพราะเราอยากให้ผู้ประกอบการป้องกันค่าเงินไว้ตลอดเวลา เพราะค่าเงินจะขึ้นหรือลงก็ได้ ไม่ว่าผู้ส่งออกหรือนำเข้า บวกกับถ้าเข้าใจแล้วค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็จะได้ไม่กังวล ไม่ตื่นตระหนก ค่าเงินมีโอกาสผันผวนได้ตลอด แต่การส่งเสริมให้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินครั้งนี้ จะไม่ไปซ้ำเติมหรือเป็นแรงกดดันค่าเงินบาทแม้จะมาทำกันมากขึ้น เพราะส่งเสริมให้ทำทั้ง ส่งออกและนำเข้า" วชิรา กล่าว
ด้าน พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธสน. กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารมีอัตราการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่ำมาก เหลือผู้ประกอบการประมาณ 50-60% ยังไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพราะส่วนใหญ่คิดว่าเป็นต้นทุนจึงไม่ทำ แต่โครงการนี้น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาทำมากขึ้น
ขณะที่ ปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการ สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการจะช่วยอบรมให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน และคิดค่าธรรมเนียมในระดับที่เท่าต้นทุน ซึ่งค่าธรรมเนียมส่วนนี้ทาง สสว.จะเป็นผู้ออกให้ ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีเงื่อนไขว่าก่อนจะใช้สิทธิ FX Options ได้จะต้องผ่านการอบรมเรื่องการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนก่อน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะปรับคาดการณ์จีดีพีขึ้นมากกว่า 3.5% ซึ่งภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีขึ้นจะทำให้สินเชื่อของธุรกิจธนาคารเติบโตขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว
สำหรับเอสเอ็มอีที่เข้าข่ายตามคุณสมบัติของโครงการ คือมีรายได้ไม่เกิน 400 ล้านบาท/ปี โดยจะพิจารณาเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท/ปีก่อน เพื่อให้เข้าอบรมสัมมนาให้ความรู้เรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น การบริหารความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศ หลักบัญชี และภาษีเบื้องต้น ฯลฯ จากนั้นก็ได้สิทธิทดลองซื้อ FX Options ภายใต้วงเงิน 3 หมื่นบาท/กิจการ
โครงการนี้เปิดให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2561 ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมโครงการทั้ง 8 แห่ง และในระยะยาวจะขยายต่อไปที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มจัดงานสัมมนาครั้งแรกได้ในเดือน พ.ย.ปีนี้







