
รายงานเศรษฐกิจของ WTO
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์เมื่อเร็วๆ นี้ WTO หรือองค์การการค้าโลก ได้ออกรายงานเศรษฐกิจโลกโดยพยากรณ์ว่า การค้าสินค้าของโลกจะมีปริมาณการเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม คือเดิม WTO ได้คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของการค้าโลกในปี 2017 จะอยู่ระหว่าง 1.8-3.6%หรือประมาณ 2.4% แต่ได้ปรับตัวเลขใหม่โดยยึดตัวสูงสุดที่คาดการณ์ไว้เดิมคือ 3.6% หรือถ้าดูเป็นช่วงก็คือ อยู่ระหว่าง 3.2-3.9% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเอเชียเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะสอดคล้องกับการคาดคะเนอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของโลกในปี 2017 ว่าจะเป็น 2.8% สูงขึ้นเล็กน้อยจากปี 2016 แน่นอนว่า ได้อานิสงส์มาจากเศรษฐกิจของจีน สหรัฐ และยุโรป โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐที่มีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตดีขึ้นทำให้มีความต้องการในการนำเข้าสินค้ามากขึ้น
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เมื่อเร็วๆ นี้ WTO หรือองค์การการค้าโลก ได้ออกรายงานเศรษฐกิจโลกโดยพยากรณ์ว่า การค้าสินค้าของโลกจะมีปริมาณการเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม คือเดิม WTO ได้คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของการค้าโลกในปี 2017 จะอยู่ระหว่าง 1.8-3.6%หรือประมาณ 2.4% แต่ได้ปรับตัวเลขใหม่โดยยึดตัวสูงสุดที่คาดการณ์ไว้เดิมคือ 3.6% หรือถ้าดูเป็นช่วงก็คือ อยู่ระหว่าง 3.2-3.9% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเอเชียเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะสอดคล้องกับการคาดคะเนอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของโลกในปี 2017 ว่าจะเป็น 2.8% สูงขึ้นเล็กน้อยจากปี 2016 แน่นอนว่า ได้อานิสงส์มาจากเศรษฐกิจของจีน สหรัฐ และยุโรป โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐที่มีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตดีขึ้นทำให้มีความต้องการในการนำเข้าสินค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ ตัวเลข World Trade Outlook Indicator ของ WTO ยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียมีการส่งออกและนำเข้าเพิ่มขึ้นในปี 2017 นี้ ในอัตราที่สูงกว่าตัวเลขส่งออก-นำเข้าของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหากตัวเลขประมาณการในปี 2017 เป็นจริง ปีหน้า หรือ ค.ศ. 2018 น่าจะได้เห็นตัวเลขปริมาณการค้าของประเทศกำลังพัฒนาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกนับจากปี 2013 เป็นต้นมา
ประเด็นที่น่าสังเกตคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนี้ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของไทย เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกและการคาดคะเนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ดูจะมีชีวิตชีวาและให้ความหวังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้วถึง 12% หรือตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่คาดการณ์กันว่า จะมากกว่า 3%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจะต้องคำนึงไว้บ้างก็คือ การที่จีนหันมาผลิตบริการมากขึ้น โดยมีนโยบายที่จะ ส่งออกบริการมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม แต่ตัวเลขที่ปรากฏในรายงานของ WTO ดูจะยังไม่ชัดเจนว่า จีนจะส่งออกบริการได้มากเท่ากับที่จีนส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่มีการพูดถึงกันมากมาพักใหญ่ๆ แล้วถึง เรื่อง "New Normal" อาจจะพูดกันมาเป็นปีจนบางคนลืมกันไปแล้ว เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะของสหรัฐประสบปัญหา ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดต่ำลง ดึงเอาเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ต่ำเตี้ยลงไปด้วย เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจและตลาดที่ใหญ่ของสหรัฐและสภาพที่เรียกว่า Globalization ซึ่งสถานการณ์นี้ดำเนินมาหลายปี จนดูเหมือนจะไม่สามารถเห็นตัวเลขการเจริญเติบโตแบบเดิมๆ ได้อีก (ยกเว้นจีน)
ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายมองว่า โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุค IOT (Internet of Thing) สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมีการทำลายสิ่งที่เราคุ้นเคย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าก็เช่นกัน ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าตัวใหม่นี้จึงจะกลายเป็นตัวเลขปกติ ที่น่าจะต้องยึดถือเป็นมาตรฐานใหม่
และพากันขนานนามว่า "New Normal" ซึ่งถ้าตัวเลขตัวเดียวต่ำๆ ได้กลายเป็น New Normal โอกาสที่ประเทศไทยจะเห็นการเจริญเติบโตถึง 6% หรือ 7% อย่างสมัยที่ผ่านมาคงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญก็คือสถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นค่อนข้างเด่นชัดตามข้อสังเกตในเรื่องตัวเลขส่งออกและเศรษฐกิจของไทยที่ผู้เขียนได้ชี้ไว้ในตอนต้น ทำให้เห็นว่าถึงแม้รัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุน ตลอดจนกระตุ้นการบริโภคเพียงใดแต่ภาวะเศรษฐกิจก็ยังดูจะเข็นไม่ขึ้น เมื่อการส่งออกยังติดลบหรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำมาก จนเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มแสดงอาการฟื้นตัว การส่งออกจึงทำท่าจะดีวันดีคืน เอกชนก็เริ่มขยับตัวที่จะลงทุนหลังจาก ที่นิ่งๆ อยู่นาน ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกยังต่ำเตี้ย เป็น New Normal อยู่ย่อมมีผลต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากสองประเด็นข้างต้นที่ ผู้เขียนกล่าวถึงแล้ว ในส่วนของ WTO ที่ได้คาดการณ์ว่าปี 2017 อัตราการค้าโลกจะเติบโตขึ้น 3.6% โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 2.8% นั้น WTO ยังได้กำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบไว้ด้วย ได้แก่
1.นโยบายการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหากเข้มงวดจะมีผลต่อราคา ซึ่งจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน
2.การเจรจา NAFTA (North American Free Trade Agreement) และการเจรจา Post-Brexit Trade Agreement ระหว่างอังกฤษกับ สหภาพยุโรป
3.ความตึงเครียดทางด้านการเมือง (Geopolitical Tensions) ซึ่งในรายงานเขียนไว้เพียงแค่ในเอเชีย แต่ผู้เขียนคาดว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐมากกว่า
4.ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบระยะสั้นต่อการค้าโลก แต่ก็เป็นผลกระทบ ที่สำคัญ
แน่นอนว่า สถานการณ์เหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่มีผลทางลบต่อเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจของโลกไม่ เป็นไปตามที่รายงานได้คาดการณ์ไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้นย่อมจะมีผลสะท้อนกลับมาสู่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังได้ให้เหตุผลไว้แล้วข้างต้น การฟื้นตัว ของไทยจึงยังไม่มั่นคง และมีสถานะเปราะบาง เช่นเดียวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป







