posttoday
ค่าแรงตามยุทธศาสตร์

ค่าแรงตามยุทธศาสตร์

24 กันยายน 2560

การต่อรองปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและตัวแทนภาครัฐในไตรภาคีมีเป็นประจำทุกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อจะให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นใหม่มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ม.ค. รวมทั้งจากรอบปีนี้เป็นปีที่ถึงกำหนดตามนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ โดยจะไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลา 3 ปี มาถึงกำหนดต้องปรับขึ้น พร้อมทั้งภายในสัปดาห์นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัดจะประชุมอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่จะปรับขึ้น ไปให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณา จึงทำให้การต่อรองเข้มข้นขึ้น

การต่อรองปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและตัวแทนภาครัฐในไตรภาคีมีเป็นประจำทุกช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อจะให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นใหม่มีผลบังคับใช้ทันวันที่ 1 ม.ค. รวมทั้งจากรอบปีนี้เป็นปีที่ถึงกำหนดตามนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ โดยจะไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลา 3 ปี มาถึงกำหนดต้องปรับขึ้น พร้อมทั้งภายในสัปดาห์นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัดจะประชุมอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่จะปรับขึ้น ไปให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณา จึงทำให้การต่อรองเข้มข้นขึ้น

ที่ผ่านมาทางฝ่ายลูกจ้างได้เสนอการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มจากปัจจุบันวันละ 300 บาท เป็น 700 บาท ด้วยเหตุผลค่าครองชีพที่สูงช่วง 3 ปี ก่อนจะลดมาล่าสุด คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เปิดผลสำรวจแรงงานไทยทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคน ระบุว่าค่าแรงที่สามารถให้แรงงานอยู่ได้และเลี้ยงครอบครัวได้ในอัตรา 1 คนต่อการเลี้ยงดูครอบครัว 3 คน จะอยู่ที่วันละ 560 บาท คำนวณตามอัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน ซึ่งการที่ผู้ใช้แรงงานต้องออกมาเรียกร้องขณะนี้ เพราะกระทรวงแรงงานเร่งให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดรีบส่งผลสำรวจในพื้นที่มาส่วนกลาง ซึ่งข้อมูลอาจไม่สะท้อนความจริงจึงออกมาส่งสัญญาณไว้ก่อน

ขณะที่ด้านสภานายจ้างแห่งประเทศไทย มองว่าที่องค์กรลูกจ้างเสนอขอปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำจากวันละ 300 บาท เป็นวันละ 370 บาท เป็นการปรับเพิ่มขึ้นถึง 23.34% ซึ่งถือว่าสูงไปไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับว่าทำไมต้องปรับขึ้นขนาดนั้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อของประเทศก็ไม่ได้ปรับตัวสูงมากจนกดดันให้ต้องปรับขึ้นค่าแรง นอกจากนี้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่สูง อาจจะกลับมาซ้ำเติมกำลังซื้อผู้บริโภคระดับฐานรากมากกว่ากระตุ้น รวมทั้งราคาสินค้าก็อาจปรับขึ้นตามต้นทุนผลิตที่ขึ้น

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำคงต้องมีการต่อรองกันอย่างหนักแน่ จากวันละ 300 บาท ที่ลูกจ้างยกตัวเลขขอปรับเป็นวันละ 560 บาท ขณะที่นายจ้างพูดที่ตัวเลขขึ้นเป็นวันละแค่ 370 บาท ก็ยังมากเกินไป เพราะเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วปรับขึ้นมากถึงกว่า 20%

ความแตกต่างของตัวเลขที่ห่างกันมากถึงวันละ 200 บาทดังกล่าว ในที่ ประชุมไตรภาคีคงต้องสู้กันอีกหลายยก เนื่องจากการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มีหลายมิติมาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องเป็นอัตราที่แรงงานสามารถอยู่ได้ นายจ้างอยู่ได้ ต้องสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ต้องรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และอื่นๆ

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่อยากให้การปรับค่าแรงครั้งนี้เกิดสภาพช็อกเหมือนครั้งก่อนที่ขึ้นพรวดเดียวเป็นวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นผลกระทบแล้วว่าเกิดกับผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยมากกว่ารายใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่นธุรกิจบริการร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงงานผลิตเสื้อผ้า รองเท้า แรงงานภาคเกษตร

ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงไม่อยากให้เลือกวิธีการปรับขึ้นครั้งเดียว มากจนช็อก แต่ก็ไม่ควรน้อยไปจนผู้ใช้แรงงานอยู่ไม่ได้ในภาวะค่าครองชีพที่สูง ขึ้นช่วง 3 ปีที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ผ่านมาเลย นอกจากนี้อยากจะให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำอย่างมียุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน ในพื้นที่ไหนที่อยากให้เกิด การลงทุนมาก อาจกำหนดค่าแรงขั้นต่ำให้จูงใจกว่าภูมิภาคอื่นหรือจังหวัดอื่น เพื่อกระจายการลงทุนให้ทั่วประเทศลดเหลื่อมล้ำ ขณะที่ผู้ใช้แรงงานเองก็ต้อง พยายามเพิ่มทักษะหรือมีมาตรการช่วยจากรัฐทำให้แรงงานพัฒนาขึ้น เพื่อให้ ทางออกปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นประโยชน์เป็นธรรมกับทุกฝ่าย n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน