
'Don't fight the Fed'
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาตemail: [email protected]ตลาดหุ้นไทย (SET) อ่อนแรงลงหลังวิ่งยาวมา 3 สัปดาห์เศษ ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี และการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐเข้าสู่ภาวะปกติ
โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์.ธนชาตemail: [email protected]
ตลาดหุ้นไทย (SET) อ่อนแรงลงหลังวิ่งยาวมา 3 สัปดาห์เศษ ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี และการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ดี มองว่าตลาดหุ้นจะแกว่งสร้างฐานใหม่เหนือ 1,650 จุด เพื่อรอจังหวะแกว่งขึ้นรอบใหม่
วันศุกร์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือขู่ตอบโต้สหรัฐด้วยมาตรการที่รุนแรง หลัง "ทรัมป์" กล่าวโจมตีเกาหลีเหนือในที่ประชุมยูเอ็น รวมถึงการออกคำสั่งคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่
อย่างไรก็ดี ยังมองว่าเป็นเพียง "สงครามน้ำลาย" ปัจจัยรบกวนนี้แค่ส่งผลลบทางจิตวิทยา ปัจจัยพื้นฐานหุ้นไทยไม่เปลี่ยน หากหุ้นร่วงเพราะเหตุนี้ยังมองเป็นโอกาสซื้อ
สถิติผลตอบแทน SET หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธตั้งแต่เดือน มี.ค. 2560 เป็นต้นมา จะเห็นว่าหลังการทดสอบขีปนาวุธไปประมาณ 5 วันทำการ SET ให้ผลตอบแทนเป็น "บวก" 9 ใน 10 ครั้ง
การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งล่าสุด ส่งสัญญาณปรับนโยบายการเงินที่เคยผ่อนคลายแบบสุดโต่ง กลับสู่ภาวะปกติเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอ่อนลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เฟดเองก็ยอมปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีนี้ลงเหลือ 1.5% จากเดิมที่ 1.7% และปี 2561 ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่ 2%
น่าสังเกตว่ากว่าที่อัตราเงินเฟ้อจะไต่ขึ้นสู่เป้าหมายของเฟดที่ 2% จะต้องรอจนถึงปี 2562!
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ
การประชุมเฟดครั้งล่าสุด กรรมการเฟด 12 จาก 16 ราย ยังคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ขณะที่กรรมการ 11 จาก 16 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้งในปีหน้า และอีก 2 ครั้งในปี 2562
ตลาดการเงินจึงปรับการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ เป็น 70% เทียบกับระดับ 51% ก่อนหน้าการประชุม
"Don't fight the Fed" หรืออย่าคิดสู้กับธนาคารกลางสหรัฐ เป็นจริงอีกครั้ง
นอกจากนั้น เฟดยังเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับลดงบดุลจากระดับปัจจุบันที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเริ่มลดวงเงินการถือครองตราสารหนี้เดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มต้นเดือน ต.ค.นี้
จากนั้นจะค่อยๆ ขยายเพดานการลดการถือครองตราสารอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในทุกๆ ไตรมาส จนกระทั่งแตะระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน ต.ค. 2561
แผนการปรับลดอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ จึงมีผลกระทบน้อยมากต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน เนื่องจากต้องใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าที่งบดุลของเฟดจะลดเหลือ 3 ล้านล้านดอลลาร์
น่าสังเกตว่ากรรมการเฟดส่วนใหญ่ได้ลดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสู่ระดับ 2.8% จากเดิมที่ระดับ 3%
ส่วนอัตราดอกเบี้ยในบ้านเราคงจะขึ้นช้ากว่าของสหรัฐมาก
สภาพคล่องยังคงท่วมระบบการเงินไทย จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 1 ล้านล้านบาท/ปี และการไหลเข้ามาของทุนต่างชาติ
นอกจากนั้น ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเร็วสุดในภูมิภาคมีส่วนฉุดอัตราเงินเฟ้อ ที่เดิมก็ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่แล้ว ให้ห่างไกลเป้าหมายออกไปอีก
สถานการณ์กำลังซื้อในประเทศที่ยังซบเซา จึงเกิดแรงกดดันให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย
จะว่าไปแล้วความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีและการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐ ถูกยกขึ้นมาเป็นเหตุในการขายทำกำไรหุ้นไทยที่วิ่งขึ้นมากในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเพิ่งขึ้นมา 7.5% ขณะที่ดัชนี MSCI เอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นขึ้นมาถึง 31%
แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะช่วยหนุนให้ผลประกอบการของ บจ.ขยายตัว 10.4% ในปี 2561 ซึ่งจะฉุดค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2561 เหลือ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ที่ 16 เท่า
ช่วงตลาดหุ้นชะลอตัวโดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ อาจเห็นการเก็งกำไรกลุ่มหุ้นที่ยังขึ้นน้อย
ดัชนีตลาดมีแนวโน้มแกว่งสร้างฐานเหนือ 1,650 จุด และภาพระยะเดือนยังลุ้นแกว่งขึ้นไปทดสอบ 1,690 +/- จุด
ช่วงปลายไตรมาส 3 มีโอกาสทำราคาปิดเพื่อตกแต่งบัญชี หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยังขึ้นน้อยกว่าตลาด แนะเลือกซื้อ เช่น KCE STEC HANA TISCO KKP MTLS SCB LH MINT และ SCC
ปีนี้คนไทยยังซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ค่อนข้างน้อย สำหรับผู้ที่ต้องซื้อกองทุนประหยัดภาษี ช่วงตลาดย่อตัวอย่าลืมทยอยซื้อ
ก่อนสิ้นปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินรอซื้ออยู่อีก 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง
ทั้งนี้ สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายหุ้นของธนชาตผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android
ดาวโหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK
พบกันใหม่สวัสดีครับ







