posttoday
วัดใจ 1,700 จุด รับเงินทุนต่างชาติไหลเข้า

วัดใจ 1,700 จุด รับเงินทุนต่างชาติไหลเข้า

20 กันยายน 2560

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวกว่า 1,500 จุดมานาน แต่หลังงานไทยแลนด์ โฟกัส ปลุกความเชื่อมั่นดัชนีก็ทะลุ 1,600 จุดอย่างรวดเร็ว เหมือนกระทิงเพิ่งตื่นจากหลับใหล ถึงตอนนี้มีคำถามต่อไปว่าแล้วจะได้เห็น 1,700 จุดปีนี้หรือไม่

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวกว่า 1,500 จุดมานาน แต่หลังงานไทยแลนด์ โฟกัส ปลุกความเชื่อมั่นดัชนีก็ทะลุ 1,600 จุดอย่างรวดเร็ว เหมือนกระทิงเพิ่งตื่นจากหลับใหล ถึงตอนนี้มีคำถามต่อไปว่าแล้วจะได้เห็น 1,700 จุดปีนี้หรือไม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) นำเสนอประเด็นร้อนแรง หุ้นไทยหลังฝ่าด่าน 1,650 จุด ดัชนีจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน โดย ไพบูลย์ นลิน ทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มองว่าการที่หุ้นขึ้นมารอบนี้สมเหตุสมผล เพราะก่อนหน้านี้ที่ตลาดอยู่ในระดับ 1,500 จุด เมื่อดูจากประมาณการนักวิเคราะห์ที่มอง ค่าเฉลี่ยดัชนีสิ้นปีที่ 1,650 จุด แปลว่าพื้นฐานกว่า 1,500 จุดต่ำเกินไป

อย่างไรก็ตาม ดัชนีจะไปถึง 1,700 จุดในปีนี้ได้หรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าหากสภาพคล่องจากต่างชาติยังไหลเข้ามาต่อเนื่องก็มีสิทธิที่หุ้นไทยจะขึ้นได้อีก ซึ่งบางช่วงอาจแตะ 1,700 จุดได้ แต่อาจถูกเทขายทำกำไรออกไป แต่ก็คงจะลงไม่มาก เพราะยังมีสภาพคล่องเข้ามาต่อเนื่อง ประกอบกับมีปัจจัยดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่อาจขึ้นอีกครั้งปีนี้ หรือไปขึ้นปีหน้าช่วยสนับสนุน

"จากการเช็กนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับเป้าดัชนีปีนี้มาก ที่เห็นมอง สิ้นปีเกิน 1,700 จุดมีน้อยสำนักมาก ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไทยยังไม่สนับสนุน ให้ไป 1,700 จุด แล้วยืนอยู่ได้ เพราะ แนวโน้มผลประกอบการยังไม่ดีมาก ประเมินผลประกอบการปีนี้น่าจะโตที่ 5-6% จากปีก่อนซึ่งไม่สูง ส่วนปีหน้า น่าจะโต 10% หากแนวโน้มนักวิเคราะห์ปรับประมาณการผลประกอบการปีหน้า อาจเห็นดัชนีหุ้นไทยไปได้อีก" ไพบูลย์ กล่าว

สำหรับปีหน้าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าปีนี้ น่าจะยืนเกิน 1,700 จุดได้ และถ้าสังเกตนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองดัชนีปีหน้าเกิน 1,700 จุดกันหมด

ไพบูลย์ ระบุว่า จากการร่วมโรดโชว์ที่สหรัฐทำให้มองเห็นทิศทางว่าเงินน่าจะไหลเข้ามามากขึ้น เพราะนักลงทุนพอใจกับผลตอบแทนที่ได้จากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี จีน แล้วกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% เมื่อแปลงจากสกุลเงินประเทศนั้นเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนที่ไปลงทุนล็อกกำไรที่ได้จากตลาดนี้ไปแล้ว หมายความว่าต้องไปหาจุดหมายอื่นลงทุนเพิ่ม

การที่ธนาคารกลางสหรัฐชะลอการลดงบดุล ทำให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเจอกับปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่มีมากในระบบ ดังนั้นจึงต้องมองหาตลาดอาเซียนลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยเป็นตลาดที่ทำผลการดำเนินงานโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (อันเดอร์เพอร์ฟอร์ม) จึงเป็นตัวจุดประกายให้เงินไหลเข้ามา

อย่างไรก็ดี หลังเงินทุนไหลมาอย่างต่อเนื่องจนหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด ปัจจุบันวิ่งในระดับ 1,660 จุด เมื่อคำนวณการเติบโตของตลาดหุ้นไทยพร้อมแปลงสกุลเงินบาทเป็นดอลลาร์ เท่ากับตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนโตมา 17% แล้ว ต่ำกว่าสิงคโปร์เท่านั้น แต่สูงกว่าประเทศในอาเซียนอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นเหตุผลของการลงทุนในหุ้นไทยหลังจากนี้จะไม่ใช่ประเด็น หุ้นไทยยังคงเติบโตล้าหลัง (แลคการ์ด) อีก แต่สิ่งที่จะดึงดูดต้องเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น

ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส บล.เคทีซีมิโก้ กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนหุ้นไทยขึ้นรอบนี้มาจากเงินทุนต่างชาติไหลกลับมา 2-3 สัปดาห์หลังงานไทยแลนด์ โฟกัส นักลงทุนคงได้ข้อมูลชัดเจนขึ้นจึงกลับมาต่อเนื่อง โดยเคทีซีมิโก้ยังมองดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,660 จุด มีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างทาง 1,630-1,700 จุด ปีหน้า 1,720 จุด บนพื้นฐานราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 15.6 เท่า หรือหากทำได้ดีสุดก็อาจไปถึง 1,780 จุด บนพื้นฐานพี/อี 16.1

ทั้งนี้ เชื่อว่าเงินทุนไหลเข้าเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดเทียบในภูมิภาค และมีเงินทุนไหลเข้ามากผิดปกติหลังไทยแลนด์ โฟกัส เพราะนักลงทุนได้ข้อมูลมากขึ้น แต่เดือน ก.ย. เพิ่งซื้อสะสมแค่ 351 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นขายไปเป็นหมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อเพิ่งกลับมาซื้อก็มีโอกาสที่เงินจะไหลมาอีก เพราะตามหลักเมื่อเงินทุนเจ้าหนึ่งเข้ามา อีกหลายเจ้าจะตามมา

"ที่ผ่านมาแรงซื้อหุ้นไทยมากเกินไป ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ เมื่อซื้อมากเกิน เวลาลงจะลงเร็วและแรง แต่พอถึง 1,650 จุด และ 1,630 จุด จะเป็นจุดที่นักลงทุนเข้ามาซื้อ" ถนอมศักดิ์ กล่าว

สมบัติ นราวุฒิชัย ประธาน กรรมการ บล.เออีซี และอุปนายก สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ในมุมมองของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่และนักวิเคราะห์ที่มองระยะยาว จะ มองเศรษฐกิจมหภาคทั้งในประเทศ และนอกประเทศยังมีทิศทางไปได้ดี แม้ไม่โตแต่ก็ฟื้นตัว โดยเศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัวชัดเจน จากที่ผ่านมาฟื้นตัวแต่มีบางจังหวะที่ฟื้นช้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวชัดที่สุดปลายปีนี้ จากกิจกรรมที่เคยหยุดพักติดขัดไปจะกลับมาจัด

"ในกลุ่มชนชั้นกลางถึงสูง หุ้นที่ขึ้นมา 2 ปีหลาย ร้อยจุด หลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะทำให้คนรู้สึกกลับมารวย สิ่งที่ติดขัดก็คงไหลลื่นขึ้น ส่วนประชาชนรากหญ้าหนี้มากจริง แต่ค่อยๆ ผ่อนคลายขึ้น กลุ่มระดับกลางที่รายได้ไม่มากแต่มีหนี้มาก เป็นหนี้รถคันแรกครบ 5 ปีแล้วเริ่มดีขึ้น ดังนั้นทุกอย่างน่าจะดีขึ้นปลายปีนี้ ซึ่งปกติเศรษฐกิจดีหุ้นก็จะมาด้วย โดยหุ้นจะขึ้นมาก่อนเศรษฐกิจ 6 เดือนตามมาตรฐานก่อนหน้านี้" สมบัติ กล่าว

เมื่อพิจารณาสถิติซื้อขายนักลงทุนต่างชาติ เป็นยอดขายสุทธิมา 3 ปีติดต่อกัน รวมเงินไหลออกจากตลาดทุนไป 3.84 แสนล้านบาท ปี 2559 เพิ่งไหลกลับเข้ามาช่วงใกล้ๆ ทำประชามติและก็ไหลต่อเนื่อง คืนกลับมา 7.8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ปีนี้เพิ่งไหลกลับมา 1.4 หมื่นล้านบาท รวมแล้วเกือบ 2 ปีเพิ่งไหลกลับมากว่า 9 หมื่นล้านบาท แปลว่ายังขาดอีก 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งคงไม่ได้กลับมาแบบทันที แต่เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าเงินทุนไหลเข้าเคยมีมากกว่านี้อีก 2.9 แสนล้านบาท

สมบัติ กล่าวว่า ถ้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะขึ้นไป 1,700 จุดได้ หุ้นขนาด ใหญ่ต้องมาก่อน เริ่มจากในกลุ่ม SET50 ตามด้วย SET100 แล้วจึงจะต่อ ด้วยหุ้นทั่วไปเป็นกลุ่มที่ 3 ซึ่งหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ก็น่าจะต้องรอรอบหลัง เมื่อมูลค่าการซื้อขายโตอย่างต่อเนื่อง จึงจะค่อยขยับพร้อมกับในหุ้นกลุ่มที่ 3 เช่นกัน

ดัชนี 1,700 จุด คือจุดวัดใจหุ้นไทยที่ปีนี้อาจมีให้เห็นแต่อาจยืนไม่ไหว และการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนต้องรอบคอบเลือกหุ้นให้ดีมองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีสนับสนุนด้วย

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย