
กดดัน ธปท. แต่ กนง.ไม่ลดดอกเบี้ย
พรสวรรค์ นันทะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ น่าจะมีแรงกดดันเป็นพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะต้องแบกรับความคิดเห็นจาก รมว.และปลัดกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าอยากให้ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อให้นโยบายการเงินมาช่วยเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับการทำนโยบายการคลัง ที่ระดมทำแทบทุกมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลบวกจากมาตรการทางการคลังยังงัดเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไม่ได้กี่มากน้อย
พรสวรรค์ นันทะ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ น่าจะมีแรงกดดันเป็นพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะต้องแบกรับความคิดเห็นจาก รมว.และปลัดกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าอยากให้ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อให้นโยบายการเงินมาช่วยเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับการทำนโยบายการคลัง ที่ระดมทำแทบทุกมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลบวกจากมาตรการทางการคลังยังงัดเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไม่ได้กี่มากน้อย
ขณะที่การทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กนง. ผู้ทำนโยบายการเงินก็ทำงานพลาดเป้ากระจุยกระจาย เริ่มจากเงินเฟ้อทั่วไปต่ำใกล้ศูนย์มายาวนาน พลาดจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-4% ไปไกลลิบ โดยเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน ส.ค.ปีนี้ อยู่ที่ 0.32% ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการแตะเบรกเศรษฐกิจเพื่อดูแลเงินเฟ้อไม่มี เปิดทางให้มีช่องลดดอกเบี้ยได้
นอกจากนี้ การดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.ก็ถูกมองว่ามีประสิทธิภาพต่ำ เพราะเงินบาทแข็งโป๊ก 8% แข็งเป็นอันดับหนึ่งของสกุลในภูมิภาค ซึ่งไม่เป็นผลบวกต่อภาคส่งออกที่กำลังขยายตัวสูง ซึ่งก็เปิดทางให้ลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าลดการแข็งค่าของเงินบาทได้อีกเช่นกัน
สถานการณ์เช่นนี้การทำนโยบายเพื่อดูแลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จึงเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นอย่างช้ามาก ดังนั้นในจังหวะที่เงินเฟ้อพลาดเป้า บวกกับค่าเงินบาทก็แข็งต่อเนื่อง แรงกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยจึงดูฟังขึ้น
ถ้าไม่มีการตอบสนองก็มีความเป็นไปได้ว่า กระทรวงการคลังจะเพิ่มการตรวจสอบการทำงานของ ธปท.ขึ้นอีกก็เป็นได้ เพราะล่าสุดเริ่มเห็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ธปท.เข้มงวดขึ้นบ้างแล้ว ด้วยการให้ ธปท.ไปดูแลระบบธนาคารพาณิชย์ให้มี ธรรมาภิบาลมากขึ้นแล้ว ในเรื่องที่ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์แนะนำให้ลูกค้าที่มีรายได้ภาษีเกิน 2 หมื่นบาท เลี่ยงจ่ายภาษีเงินฝาก
อย่างไรก็ดี แม้แรงกดดันจะมากขึ้น แต่ดูเหมือน ธปท.ยังเสียงแข็ง เพราะถ้ายอมลดดอกเบี้ยก็เสมือนปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำนโยบายการเงินได้ ก็แสดงว่า กนง.ไม่มีอิสระในการทำนโยบาย ย่อมขาดความน่าเชื่อถือในตลาดการเงิน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขัดจริตของหลักการที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
มากไปกว่านั้น ธปท.ยังส่งซิกถึงความเป็นกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้นเพื่อไม่ให้ลดดอกเบี้ย โดย วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินต้องทำหน้าที่ดูแล 3 ด้าน คือ 1) เงินเฟ้อ 2) ปริมาณเงินให้มีเพียงพอและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 3) เสถียรภาพการเงิน ไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรือความเปราะบางในบางจุด
ดังนั้น การทำนโยบายจึงให้ความสำคัญกับการสมดุลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะ ธปท.เป็นองค์กรเดียวที่มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพการเงิน
ทั้งนี้ จากการติดตามดูการเติบโตก็ยังมองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับนี้ เพราะตามศักยภาพประเทศในปัจจุบันเศรษฐกิจก็น่าจะโตระดับ 3.5-4% และปีนี้ ธปท.คาดว่าจะโตได้ที่ 3.5% และ ปีหน้าโต 3.7% และในภาวะที่รายย่อยหรือครัวเรือนมีหนี้สูงนั้น ถึงดอกเบี้ยจะถูกลงก็ไม่ได้ทำให้กู้ได้เพิ่มขึ้น เพราะก่อหนี้เต็มเพดานแล้ว ส่วนธุรกิจรายใหญ่ก็ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้ว ดอกเบี้ยถูกจึงไม่ใช่โจทย์ใหญ่ของการตัดสินใจลงทุน
ในทางตรงกันข้ามการที่ไปกดดอกเบี้ยให้ถูกลง จะยิ่งกระทบกำลังซื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะคนที่พึ่งรายได้จากดอกเบี้ยจะมีรายได้ลดลงไปอีก การใช้จ่ายอาจต้องรัดเข็มขัดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แถมยังกดดันให้คนนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงขึ้นจากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบแล้ว
"การประชุมรอบนี้ไม่ได้กังวลอะไรมากไปกว่าการประชุม กนง.ปกติที่ผ่านมา ไม่มีประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษ" ผู้ว่าการ ธปท. ในฐานะประธาน กนง. กล่าว
ด้าน สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชีย บริษัท เครดิตสวิส ระบุว่า การลดดอกเบี้ยไม่น่าจะช่วยดูแลค่าเงินบาทแข็ง เพราะเงินบาทแข็งจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่มีดุลบัญชีสูงและดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ไม่ใช่แข็งจากภาวะเงินทุนไหลเข้ามาเอาส่วนต่างดอกเบี้ย หรือถึงจะมีไหลเข้ามาบ้างในตลาดบอนด์ แต่ไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
แต่อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากๆ อาจเห็น ธปท.ผ่อนคลายนโยบายการเงินด้านอื่นๆ เพื่อมาดูแลจุดเปราะบางเป็นจุดๆ เฉพาะ ที่ไม่ใช่การใช้ดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะคงที่ระดับ 1.5% ไม่เปลี่ยนแปลงไปจนถึงปี 2561 โดยประเด็นของเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่เศรษฐกิจโตไม่กระจายตัวไปถึงเอสเอ็มอี ทำให้ไม่เกิดการจ้างงาน ส่งผลให้จีดีพีโตได้ไม่มาก
ขณะที่ ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต กนง. ผู้ช่ำชองการทำนโยบายการเงินอีกรายให้ความเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันระดับล่างมันไม่ไหวจริงๆ ทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รมว.คลัง ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจจึงอยากให้คนไปวิจารณ์คนที่รับผิดชอบอื่นๆ ซึ่งควรทำหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจอย่าง ธปท.ด้วย เป็นธรรมดาของการเมือง เพราะจะให้แบกรับการถูกวิจารณ์คนเดียวคงลำบาก
"แต่ผมว่าไม่ควรลดดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยถูกอยู่แล้ว ลดไปก็ไม่ได้ช่วยคนในเศรษฐกิจฐานรากหรือ รายย่อยทั่วๆ ไป แถมอาจทำให้เขาเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะคนที่พึ่งรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก" ณรงค์ชัย ระบุ
ณรงค์ชัย กล่าวต่อว่า ระบบการเงินในปัจจุบันหากลดดอกเบี้ยจริงๆ คนที่ได้ประโยชน์คือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่เศรษฐกิจขนาดย่อย ทั้ง ผู้ฝากและผู้ใช้เงินทั่วๆ ไปแทบไม่ได้อะไร เพราะเวลาดอกเบี้ยต่ำมากอยู่แล้วไปกู้เงินรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กก็ไม่ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง ยังถูกคิดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงที่เกิน 8-9% อยู่ดี แต่ฝั่งคนฝากเงินกลับได้ดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้รายย่อยเดือดร้อน
ที่สำคัญผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายมันมีผลต่อตลาดเงินหรือมันนี่มาร์เก็ตเท่านั้น ซึ่งธุรกิจรายใหญ่ก็กู้จากมันนี่มาร์เก็ตอยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยก็ไม่ได้ทำให้เขาได้ประโยชน์เพิ่มมากนัก เพราะได้กู้เงินที่ดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว นี่เองอาจเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ต้องแบกรับสภาพคล่องมากขึ้น มีการนำสภาพคล่องกลับมาฝากที่ ธปท.แทน เพราะดอกเบี้ยที่ให้กู้กับรายใหญ่ เทียบกับที่ได้จากการฝาก ธปท.ต่างกันไม่มากนัก
แต่ไม่ว่าแรงกดดันการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะมากแค่ไหน ก็ไม่น่าจะทำให้ ธปท.ปรับเข็มมุ่งในการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ได้ เพราะการลดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ 0.25% คงไม่มีผลสะเทือนต่อตลาดถึงขั้นช่วยกระตุ้นทำให้คนเกิดการใช้จ่ายหรือลงทุนเพิ่มได้ ยกเว้นจะลดในอัตราที่มากเป็นพิเศษ 0.5% ขึ้นไป ซึ่งแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะการลดดอกเบี้ยอีกนัยบ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลงบั่นทอนความเชื่อมั่นได้ เพราะขนาดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเศรษฐกิจดีมาตั้งนาน ยังประกาศยืนดอกเบี้ยเดิมที่ 1-1.25% จึงไม่แปลกที่ ธปท.จะคงดอกเบี้ยตามเฟดที่ยืนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว n







