
การเมืองการปกครอง บนหลักการของความไม่แน่นอน
"เลือกตั้งต้องมีตามโรดแมปที่ยังไม่แน่?"
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
"เลือกตั้งต้องมีตามโรดแมปที่ยังไม่แน่?"
หลายคนคงมีความสงสัยเช่นเดียวกันกับ ผู้เขียนว่า "โรดแมป" ที่ คสช.พยายามเน้นย้ำอยู่เสมอนี้ "หมายถึงอะไรกันแน่?" ซึ่งในส่วนตัวของผู้เขียนได้ยินคำนี้มาราว 7-8 ปี ในคราวที่ประเทศเมียนมาจะมีการเลือกตั้งในปี 2553 โดยรัฐบาลทหารของเมียนมาในยุคนั้นได้ให้ "คำมั่น" กับประชาชนว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะได้จัดทำ "โรดแมป" เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย โดยกำหนดเป็นขั้นตอนไว้ถึง 7 ขั้นตอน ใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี กระทั่งในปี 2558 ก็มีการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งตามมาในปลายปีนั้น
"โรดแมป" เกิดขึ้นจากแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องการจะผลิตสินค้าในแนวใหม่ อย่างที่เรียกว่า "New Product" เพื่อปรับตัวให้บริษัทมีความ อยู่รอดในตลาดยุคใหม่ที่มีการแข่งขันกันดุเดือด และมีการเปลี่ยนแปลงในความต้องการของ ผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา เริ่มต้นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะต้องกำหนดเป้าหมาย คือ ตัวผลิตภัณฑ์นั้นว่า "จะผลิตอะไร" โดยต้องอาศัยข้อมูล 2 ส่วน คือ จาก "จินตนาการ" หรือความคิดฝันของ ผู้บริหาร และจาก "กระแสความต้องการ" คือ การสำรวจผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของ ตลาด นำมากำหนดเป็นเป้าหมายในการผลิต สินค้าตัวใหม่นั้น
ขั้นตอนต่อไป คือ ต้องหา "หนทาง" ที่จะผลิตสินค้านั้นออกมาให้ได้ ซึ่งก็คือการศึกษา ถึง "เทคโนโลยี" คือ วิธีการผลิต และต้องมีแผนการผลิตที่ละเอียดรัดกุม ตั้งแต่การจัดหาทรัพยากรหรือวัตถุดิบ เทคนิคการผลิต ไปจนถึงการบริหารจัดการ และ "ขาย" สินค้านั้นให้ได้ ดังนี้แล้ว "โรดแมป" จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา บางผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะใช้เวลาเป็นปีๆ จนถึงหลายๆ ปี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์นั้นออกมาจนสำเร็จและขายได้ สามารถสร้างกำไรและความมั่งคั่งให้แก่บริษัทได้อย่างมั่นคงต่อไป
ผู้เขียนเคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อปลายปี 2557 ภายหลังจากที่ คสช.ได้ประกาศจัดทำ "โรดแมป" ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศและการร่างรัฐธรรมนูญว่า น่าจะเอาต้นแบบมาจากประเทศเมียนมา คือ น่าจะมีการ "ซื้อเวลา" หรือใช้เวลาค่อนข้างนานในการดำเนินการในเรื่อง ดังกล่าว โดยมี "หนังหน้าไฟ" คนสำคัญ คือ วิษณุ เครืองาม ออกมาอรรถาธิบายถึงกระบวนการดังกล่าว ด้วยการใช้วาทกรรม เรื่อง "แม่น้ำ 5 สาย" ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศและการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะมีผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงถึง 5 ฝ่าย คล้ายๆ จะบอกเป็นนัยๆ ว่า "งานนี้ยุ่งแน่" และ "คงมองเห็นอนาคตได้ไม่ง่าย"
มาถึงในเวลานี้เราก็คงได้เห็น "ความยุ่ง" และ "ไร้อนาคต" ในโรดแมปของ คสช.อยู่พอสมควร
ประการแรก "ความอีนุงตุงนัง" ของกลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างเช่น การสร้าง "อำนาจกดทับ" ให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.เป็นส่วนใหญ่มีบทบาทในการ "ค้ำจุน" รัฐสภาค่อนข้างมาก เหมือนจะย้อนกลับไปเป็นรัฐสภาในปี 2522 ที่วุฒิสภามีอำนาจเท่ากันกับสภา ผู้แทนราษฎร อย่างที่เรียกการเมืองครั้งนั้นว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" (และก็คล้ายๆ กับของเมียนมาอีกด้วย ที่มีการตั้งทหารเข้าไปอยู่ในสภากว่า 300 คน และให้มีอำนาจเท่ากับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง) หรือการให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ควบคุมกลไกในการปฏิรูปประเทศทับซ้อนขึ้นมาเหนือรัฐบาลอีกเช่นกัน
ประการต่อมา "การสืบทอดที่สับสน" แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ยังจะต้องเป็นทหาร หรือบางคนก็ฟันธงเลยว่าต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่าน "ด่านหิน" อย่างน้อย 2 ชั้น คือ จากการเสนอชื่อของพรรคการเมือง ที่ลงเลือกตั้งแล้วไปเลือกกันในสภาผู้แทนฯ เป็นขั้นที่ 1 ซึ่งถ้าไม่มีพรรคใดเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามา ก็จะต้องมี "กระบวนการ" ที่ทำให้สภา ผู้แทนฯ เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพื่อนำไปสู่ ด่านหินชั้นที่ 2 ซึ่งก็คือเลือกโดย สส. บวกกับ สว. แต่ต้องได้คะแนนถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภานั้น โดยให้ สว.เป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ แต่นี่ก็จะเป็นปัญหาตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง "ความสง่างาม" อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับ "ความชอบธรรม" อันเป็นเรื่องใหญ่ในทางรัฐศาสตร์ที่อาจจะมีคนเอาเรื่องนี้ไป "เมาท์" จนนายกฯ เสื่อม
ย้อนกลับไปอีกด้านหนึ่ง ในกรณีที่มีคนเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในสภาผู้แทนราษฎร แต่เกิดมีการ "พลิกล็อก" ไม่ได้รับเสียงข้างมากจาก สส. ก็จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ "หมดราคา" ไปในทันที ซึ่งไม่ได้เสียหายเฉพาะฐานะอำนาจ ของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่หมายถึง คสช.ทั้งหมด ซึ่งก็คือ "องค์ธิปัตย์" ปกครองบ้านเมืองอยู่ ตรงนี้แหละที่มีผู้รู้บางท่านเดาว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะต้องประกาศออกมาหลังการเลือกตั้งว่า "พอแล้ว" เหมือนครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยประกาศหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2531 โน้น
ประการสุดท้าย "เหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดา" คณะทหารหลายคณะพยายามที่จะอยู่ให้ยาวโดยอาศัย "มายาคติ" ในบางเรื่อง เช่น บางคณะก็เชื่อว่าได้ "จัดไลน์" ในกองทัพไว้แน่นหนามั่นคงดีแล้ว รุ่นน้องไม่มีวันมาปฏิวัติรุ่นพี่ (ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว) อย่างแน่นอน หรือบางคณะก็เชื่อว่าประชาชนรักทหาร และจะไม่มา ไล่ทหารออกไป แม้จะประสบความล้มเหลวในการบริหารประเทศมากมายเพียงไรก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วว่าทั้งสอง เรื่องนี้ "ทหารคิดผิด"
เว้นแต่จะมี "เหตุการณ์พิเศษ" ที่จำเป็นต้องอยู่ยาว







