posttoday
เอกชนส่ายหน้าขยับค่าจ้าง 421 บาท ท้ากลับฝีมือถึง 500 บาท ก็ยอมจ่าย

เอกชนส่ายหน้าขยับค่าจ้าง 421 บาท ท้ากลับฝีมือถึง 500 บาท ก็ยอมจ่าย

27 กันยายน 2553

จากการที่กลุ่มตัวแทนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เข้ายื่นข้อเสนอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานต่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน โดยมีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็วที่สุด คือ พิจารณาปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับสภาพการครองชีพที่แท้จริง โดยเสนอตัวเลขที่ 421 บาท/วัน/คน เนื่องจากทุกวันนี้แรงงานมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ต้องทำงานล่วงเวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมง/วัน เสียเวลาดูครอบครัวและสภาพการทำงานหนัก ทำให้ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี

ขณะที่ท่าทีของกระทรวงแรงงานก็พร้อมจะนำตัวเลขนี้เข้าที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงการคลังตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ทำให้ภาคเอกชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องออกมาท้วงติงรัฐบาลและผู้ใช้แรงงานอีกรอบให้คำนึงถึงภาพรวมด้วย เพื่อความเป็นธรรมของนายจ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็เคยทักท้วงกรณีนายกรัฐมนตรีเสนอเคาะค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจาก 206 บาท เป็น 250 บาท/วัน/คน หรือขยับขึ้น 20% ซึ่งหากยึดตัวเลขใหม่ที่ 421 บาท เท่ากับว่าขยับขึ้นถึงกว่า 68%

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ข้อเสนอให้ปรับค่าแรงเป็น 421 บาท/วัน/คน หรือประมาณ 1.2 หมื่นบาท/เดือน หากรัฐบาลทำจริงจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอย่าง มาก ระบบอุตสาหกรรมจะอยู่ไม่ได้ เพราะค่าแรงในระดับนี้เทียบเท่ากับค่าแรงของแรงงานญี่ปุ่นที่ผลิตสินค้าโดยใช้เทคโนโลยี ชั้นสูง ขณะที่ไทยยังผลิตสินค้าเทคโนโลยีต่ำอยู่

การกำหนดแรงงานขั้นต่ำเป็นค่าแรงสำหรับแรงงานที่ไม่มีทักษะ จบการศึกษาใหม่หรือไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน โดยเฉลี่ยอายุแรงงานในระดับนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1820 ปี ไม่มีครอบครัว รายได้ที่ได้มาก็ใช้จ่ายส่วนตัว สามารถเช่าที่พักได้ตามความเหมาะสม

ขณะนี้หลายคนนำเรื่องค่าแรงขั้นต่ำมาปะปนกับเรื่องค่าครองชีพซึ่งค่าครองชีพหมายถึงรายได้ที่แต่ละคนพึงมี ในแต่ละช่วงวัย เช่น อายุ 25 ปี ทำงานมาแล้ว 5 ปี มีครอบครัว มีบุตร 2 คน ควรจะมีรายได้เท่าไหร่

การที่คนทำงานมีประสบการณ์มาแล้ว 5 ปี รายได้ที่ควรได้ย่อมมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว การนำทั้งสองเรื่องนี้มารวมกัน จะก่อให้เกิดความแปรปรวนในระบบการจ้างงานได้

ดังนั้น เวลาพูดถึงค่าจ้างต้องระบุให้ชัดเจน การเสนอตัวเลขที่ 421 บาท/วัน/คน ด้วยเหตุผลว่าแรงงานมีรายได้ไม่เพียงพอ ต้องทำงานล่วงเวลา (โอที) อย่างน้อย 2 ชั่วโมง/วัน ทำให้เสียเวลาในการดูแลครอบครัว ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ควรจะระบุด้วยว่าแรงงานดังกล่าวอายุเท่าไหร่ มีประสบการณ์ทำงานมากี่ปีแล้ว ไม่ใช่พูดรวมๆ ว่าเป็นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะค่าแรงขั้นต่ำเป็นพื้นฐานของการจ่ายค่าจ้างสำหรับแรงงานที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน

คิดว่ารัฐบาลควรจะมีวิจารณญาณในการพิจารณาด้วย ไม่ใช่จะประชานิยมเพียงอย่างเดียว เพราะอุตสาหกรรมจะอยู่ไม่ได้จริงๆ รายได้ส่วนใหญ่จะกลายไปเป็นค่าจ้างทั้งหมด

อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และจะทำให้ภาคการผลิตย้ายไปอยู่ต่างประเทศ รัฐบาลจึงควรจะใช้เวลาไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีให้ประชาชน มากกว่ามาเล่นเรื่องค่าจ้างแรงงาน

ฉะนั้น ตัวเลข 421 บาท/วัน/คน ที่มีคนนำเสนอ น่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดได้ยากว่าแต่ละคนควรจะมีค่าครองชีพเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายรายบุคคลด้วย แต่รัฐบาลก็ควรจะต้องทำโครงสร้างค่าครองชีพพื้นฐานของประชาชนในประเทศ ว่าในแต่ละระดับอายุแรงงานควรจะมีรายได้โดยรวมอยู่ที่ระดับใดเพื่อเป็นการอ้างอิง หากสำรวจประชาชนโดยรวมแล้วมีค่าครองชีพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาว่าเกิดจากความเหลื่อมล้ำ หรือนายจ้างเอาเปรียบ ทำงานมานานแล้วเงินเดือนไม่ขึ้น เป็นต้น

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่าจ้าง 421 บาท/ วัน/คน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา หากแรงงานสามารถผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้นในเวลาการทำงานที่ลดลง แต่ถ้าไม่อยากทำโอทีแถมต้องการทำงานน้อยลงโดยได้ค่าจ้างมากขึ้นก็คงเป็นไปได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ทำงานรวมโอทีมีรายได้ 421 บาท ผลิตงานได้ 100 ชิ้น ถ้าต้องการรายได้เพิ่ม โดยไม่ทำโอที เท่ากับเวลาการทำงานจะลดลง แต่หากยังสามารถผลิตสินค้าได้ 100 ชิ้นเท่าเดิม ผู้ประกอบการก็พร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นให้อยู่แล้ว โดยปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานมากกว่า อยากได้เงินเพิ่มงานก็ต้องเพิ่ม เพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่าย

ดังนั้น การเพิ่มค่าจ้างเป็น 250 บาท หรือ 421 บาท คงจะเป็นไปไม่ได้ หากประสิทธิภาพการทำงานไม่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าแรงงานมีความสามารถในการทำงาน สามารถผลิตงานได้มากขึ้น มีทักษะมากขึ้น ค่าจ้าง 500 บาทผู้ประกอบการก็ยอมจ่าย

นอกจากนี้ อยากให้มองว่าคนงานกับเจ้าของบริษัทก็ถือเป็นคนเดียวกัน เพราะเจ้าของก็ต้องการให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพที่ดี เพราะถ้าแรงงานอยู่ไม่ได้ บริษัทก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแรงงานก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกันถ้าบริษัทอยู่ไม่ได้ จึงต้องมองทั้งสองด้าน อย่าคิดถึงแต่ตัวเองฝ่ายเดียว

สุดท้าย หากค่าแรงต้องปรับขึ้นสูงจริงๆ สถานประกอบการแต่ละแห่งก็คงต้องปรับตัว โดยนำเครื่องจักรเข้ามาใช้งานแทน ปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อความอยู่รอดของบริษัท ซึ่งก็จะตามมาด้วยการใช้แรงงานที่ลดลง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน